ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
หัวข้อ : สิ่งอัศจรรย์ปาฏิหารย์ เรื่องเหลือเชื่อ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 

สิ่งอัศจรรย์ปาฏิหารย์ เรื่องเหลือเชื่อ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

สิ่งอัศจรรย์ปาฏิหารย์ เรื่องเหลือเชื่อ และความประทับใจ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
จาก[http://pradee2.com/board/index.php?topic=127.0;wap2

  ลุง. ศ:
"หลวงพ่อเล่าเรื่อง  คนไทยภาคใต้มาจากไหน"    โดย ม.ล. วรวัฒน - กานดา นวรัตน ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๑๕๗-๑๕๘

     หลวงพ่อ เล่าเรื่องประวัติคนไทยภาคใต้ให้ฟังว่า  คนไทยได้อพยพถอยหนีลงมาจากภาคใต้ของจีน  ปัจจุบันเข้าสู่แดนสุวรรณภูมิเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้เข้ามาทางเชียงแสน เชียงราย  กลุ่มที่สองข้ามภูเขาตะนาวศรีเข้าไปอยู่ภาคใต้ หัวหน้าคนไทนกลุ่มภาคใต้ชื่อท่าน "อาลีบอลข่าน" ยุคนั้นคนไทยนิยมตั้งชื่อเป็นภาษาอินเดีย ถือกันว่าโก้ดี บางสมัยก่อนหน้านั้นนิยมตั้งชื่อเป็นภาษาจีน เปลี่ยนไปเป็นยุคๆ  คนไทยภาคใต้ตอนแรก มีกำลังน้อยคนป่าเจ้าพื้นเมืองเจ้าของถิ่นที่นุ่งใบไม้ ผมหยิก ตาพอง มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าคนไทยต้องยอมอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้น ส่งส่วยเป็นประจำ

     ต่อมาหัวหน้าคนไทยเป็นชายหนุ่มรูปงาม เฉลียวฉลาด เป็นที่พอใจ ของหัวหน้าชาวป่าคนพื้นเมืองหัวหน้าชาวป่าจึงยกลูกสาวให้อยู่กินกัน  ลูกเขยรูปงามได้ย้ายเข้าไปอยู่รวมกับพ่อตาแล้วรับอาสาพ่อตาไปเที่ยวเก็บส่วย คนไทยแทนพ่อตา  เมื่อลูกเขยตัวดีออกไปพบคนไทย  ก็นัดแนะกันให้คนไทยลักลอบไปฝึกอาวุธกันในป่า พอฝึกเสร็จก็กลับบ้าน เอาอาวุธฝังดินซ่อนไว้ในป่า ไม่ให้คนป่ารู้

     ต่อมาคนไทยภาคเหนือ  มีพระเจ้าพรหมมหาราชเป็นผู้นำ ทำการกู้เอกราชคนไทยพ้นจากอำนาจขอมดำได้สำเร็จตั้งตัวขึ้นเป็นอิสระ ...ไล่ฆ่าพวกขอมดำจนล่าถอย ไปจากดินแดนแถบนั้น

     ในเวลาต่อมาคนไทยภาคเหนือ ได้แต่งกองเกวียน เดินทางมาค้าขายติดต่อกับคนไทยทางภาคใต้  ขามามีชายหนุ่มนั่งเกวียนมาด้วยหลานคน  เอาหอกดาบซ่อนไว้ข้างล่าง  เอาสินค้าทับไว้ข้างบนขากลับเกวียนมีคนขับเหลือเพียงคนเดียว โดยวิธีนี้จำนวนคนไทยภาคใต้จึงมีมากขึ้น  จนพร้อมที่จะรบเพื่อประกาศความเป็นอิสรภาพ พอถึงวันดีคืนดี  ลูกเขยรูปงามก็ให้สัญญาณคนไทยลุกฮือกันขึ้นตัวลูกเขยนั้นอยู่ประชิดตัวพ่อตา อยู่แล้ว  ก็ได้โอกาสเอาดาบจ่อคอหอยพ่อตา พ่อตาเสียท่าจึงยอมแพ้
คนไทยจึงเป็นอิสระ

     ครั้นพอคนป่า ที่อยู่ห่างไกลออกไปรู้เรื่องก็โกรธแค้นมาก  ยกพวกเข้ามาตีแก้แค้นเกิดสู้บกันอย่างหนักหลายครั้ง พวกคนป่าตายมากจนหมดสิ้นไปจากภาคใต้ประเทศไทย  ยังมีเหลือจำนวนน้อยก็หลบหนีไปอยู่ในดินแดนภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย เมื่อเป็นอิสระกันทุกภาคแล้วคนไทยทุกกลุ่มก็นัดกัน ตั้งชื่อนำหน้าว่า "พรหม" เพื่อให้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นคนไทยดังนี้

     ๑. ภาคเหนือชื่อ พระเจ้าพรหมมหาราช

     ๒. ภาคใต้กลุ่มเมื่องกระบี่ - พังงา ชื่อ  พระเจ้าพรหมจักร

     ๓. ภาคใต้กลุ่มภูเก็ต - ตะกั่วป่า ชื่อ  พระเจ้าพรหมณี

     ๔. ภาคใต้กลุ่มชุมพร - ระนอง ชื่อ  พระเจ้าพรหมภักดี

     หลวงพ่อเล่าว่า พระเจ้าพรหมจักรบอกท่านว่า ข้าพเจ้า (มล. วรวัฒน นวรัตน์) เป็นเพื่อร่วมรบของท่านในยุคนั้น ข้าพเจ้ารบได้ว่องไวมาก ศัตรู ๔ คน รุมทำร้ายข้าพเจ้าไม่ได้ข้าพเจ้าได้ช่วยท่านรบศึกหนักหลายครั้ง  ลุยเลือดนองถึงตาตุ่ม ด้วยเหตุนี้เองหลวงพ่อจึงได้เรียกชื่อข้าพเจ้าว่า ขุนกระบี่

     ขอเพิ่มเติมนิด...ระหว่างที่ หลวงพ่อไปพักที่บ้านในโรงไฟฟ้ากระบี่ ข้าพเจ้าได้กราบเรียนถามว่าพระบรมธาตุ ที่บรรจุอยู่ในเจดีย์วัดบรมธาตุอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระบรมธาตุแท้หรือไม่พอกราบเรียนถามเสร็จ หลวงพ่อมีคำตอบให้ทันทีว่า เจ้าของท่านตอบว่า เป็นของแท้....สาธุ

ลุง. ศ:
เรื่อง "ญาณที่น่าอัศจรรย์ของหลวงพ่อ"   โดย ส.ต. ผิน จรูญรักษ์ ลูกศิษย์บันทึก ๓/ ๕๔๒

     ข้าพเจ้าได้รู้เรื่อง หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร มาจาก "หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน" โดยนายจวนทองพัฒน์ ผู้เป็นพี่ชายได้นำหนังสือเล่มนี้มามอบใหห้เพราะท่านเห็นว่าเป็นหนังสือที่ เหมาะสมกกับการปฏิบัติ หรือว่าเหมาะสมกับปฏิปทาของข้าพเจ้า

     นายจวน ทองพัฒน์ ผู้พี่รู้นิสัยของข้าพเจ้าค่อนข้างดี  เห็นว่าเป็นคนชอบในศาสตร์ลี้ลับ หรือสิ่งลึกลับในพระพุทธศาสนา และวิธีปฏิบัติต่างๆ จะเป็นที่เท่าไรข้าพเจ้าเป็นคนไม่ค่อยจดจำอะไรมากนัก

     เมื่อได้ประวัติหลวงพ่อปาน ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ในระยะสั้น ก็เอามาปฏิบัติดู  แต่กรรมฐานบทนี้เป็นกสิณคือใช้สีขาวเพ่ง เป็นโอทาตกสิณ  เมื่อปฏิบัติมาเป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในโอทาตกสิ ณในลักษณะต่างๆ  ข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งในพระคุณหลวงพ่อ และเคารพในคุณความดีของพระพุทธองค์สุดที่จะพรรณนาให้สมกับที่เกิดขึ้นในจิต นั้นได้ ข้าพเจ้าซาบซึ้งในพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาก  ที่ท่านได้เขียนประวัตินี้ขึ้นเป็นธรรมทานอันปราณีต  ท่านเขียนตามที่ได้รู้มาโดยไม่ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด

     ตั้งแต่นั้นมา จิตใจครุ่นคิดอยู่เสมอว่า แม้สักวันหนึ่ง คงมีวาสนาที่จะต้องชักนำให้ข้าพเจ้าไปศึกษาต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเองจง ได้  ข้าพเจ้าจึงได้สั่งให้นายจวน ทองพัฒน์ ผู้เป็นพี่ชายมาพบแล้ว  ปรารภกันถึงเรื่องจะเดินทางไปนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อ  เพื่อศึกษาปฏิบัติฝ่ายกรรมฐานที่จังหวัดอุทัยธานี  การนัดหมายก็ล่วงเลยไป ๔ ครั้งแล้วก็ยังคงไม่สำเร็จ

     ในครั้งที่ ๕ จึงเดินทางไปโดยรถไฟ แต่ก็ยังมีธุระอยู่ที่จังหวัดพิจิตร จึงเลยไปทำธุระที่โน่นเป็นเวลา๒ คืน จึงเดินทางกลับแวะลงที่มโนรมณ์  แล้วมาที่วัดท่าซุงประสบเหตุการณ์...เมื่อข้าพเจ้าลงจากรถ เดินทางเข้ามาในวัด  จึงได้เรียนถามพระคุณเจ้ารูปหนึ่งท่านจึงแนะนำให้ไปรายงานตัว  และขอห้องพักตามกฏระเบียบของวัด  เมื่อได้ห้องพักเรียบร้อยแล้วจึงได้อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จแล้ว  ก็เป็นเวลาเกือบ ๖ โมงอยู่แล้ว (๑๘ นาฬิกา) ก็นอนพักอยู่ที่ห้องที่เก้า  เพื่อรอเวลาขึ้นห้องพระกรรมฐานที่ศาลานวราช  แต่ความง่วงเกิดขึ้นกับร่างกายเพราะเป็นเวลา ๓ คืนมาแล้วมันจึงครอบงำทำให้ม่อยหลับไปทั้งสองคน

     เมื่อตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลามืดสนิทแล้ว แต่แสงสว่างจากไฟฟ้ายังคงสว่างจ้าอยู่ทั่วบริเวณวัด ...ได้ยินเสียงนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในศาลานวราชแว่วๆ เป็นบางครั้ง  แต่ครั้งนั้นข้าพเจ้าก็คงเดาเหตุการณ์ไม่ถูก  เพราะไม่เคยฝึกเลย และพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังไม่เคยรู้จักข้าพเจ้ามาก่อน  จึงคิดว่าถ้าหากจะขึ้นไปก็จะเป็นการเสียมารยาทไม่เคารพต่อสถานที่จึงถามพี่ ชายที่ไปด้วยกันว่า จะขึ้นไปหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ไม่กล้าขึ้นไป

     ข้าพเจ้าบอกว่า ถ้าเราไม่ขึ้นไปก็เป็นอันว่า จะต้องผิดกฏระเบียบของวัดจึงคิดว่าจะไปอยู่กับตำรวจเวรก็สายไปแล้ว  ก็เลยนั่งๆ คิดๆ อยู่ตามประสาคนที่มีความผิด  ก็ราวประมาณ ๑๕นาทีเศษๆ เสียงทางศาลานวราชก็เงียบ  จึงได้ล้มตัวลงนอนกันต่อไป  แต่ไม่ทันจะหลับก็ได้ยินเสียงเคาะปประตูเรียก โยมๆ

     ข้าพเจ้าและพี่ชาย ก็เลยขานรับพร้อมกัน เสียงพระท่านถามว่า  ทำไมไม่ขึ้นไปปฏิบัติพระกรรมฐาน พี่ชายจึงตอบว่า ผมนอนรอเวลา เลยหลับลืมไป ข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น จึงรู้ว่าคงจะเป็นพระคุณเจ้าภายในวัดแน่

     ท่านจึงบอกว่า โยมนอนหลับอยู่ที่ห้องพัก  เวลาที่เขาปฏิบัติพระกรรมฐานไม่ขึ้นไปผิดระเบียบของวัดที่วางไว้  พรุ่งนี้หลวงพ่อจะประชุมสงฆ์พิจารณาโทษโยมทั้งสองคน  หรือว่าแล้วแต่สงฆ์จะอนุโลมหรือลงโทษสถานใด ข้าพเจ้าเห็นพี่ชายไม่ค่อยดี มีความเป็นทุกข์ จึงพูดเพื่อเอาใจว่า ...จะเดือดร้อนไปทำไม  ถ้าหากว่าหลวงพ่อท่านมีความเป็นพระตามที่เราทั้งสองตั้งใจมานมัสการด้วยความ เป็นจริงแล้ว  ความผิดเราก็ไม่มี

     พี่ชายถามว่า เมื่อเราหลับอยู่ในห้องพักแล้ว  ทำไมความผิดจะไม่มี ข้าพเจ้าจึงตอบว่ากฏหมายนั้นจะเอาความผิดจากคนตายนั้นไม่ได้  พี่ชายถามว่า เพราะอะไร ข้าพเจ้าจึงบอกว่าก็เพราะหลวงพ่อท่านเป็นพระ ท่านย่อมรู้อยู่ในญาณทัศน์ ผู้มีจิตเป็นทิพย์ ท่านเป็นพระท่านจะไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนตามวิสัยของพระ  ข้าพเจ้าก็เลยนั่งยิ้มๆ พี่ชายถามว่าทำไม ก็บอกว่าถ้าหากหลวงพ่อจะตีฉันสัก ๓ ที ก็นับว่าเป็นโชคอย่างมหาศาลนั่งบ่นอยู่สักพักพระคุณเจ้าท่านก็บอกให้ดับไฟ นอน

     ความรู้ที่เร้นลับอย่างอัศจรรย์ของหลวงพ่อ...วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้ากับพี่ชายทำธุรกิจประจำวันเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปนมัสการพระพุทธรูปที่ศาลาจตุรมุข  เมื่อมาเดินอยู่ข้างๆ ศาลาจึงเห็นพระคุณเจ้า องค์หนึ่ง ท่านถือไม้เท้าเล็กๆ มีสุนัขตามหลัง ๒-๓ ตัว ท่านเดินมาถึงข้าพเจ้าจึงประนมมือไหว้ท่านด้วยความรัก และเคารพ ท่านจึงถามข้าพเจ้าว่า  โยม เมื่อคืนนี้ทำไมจึงไม่ขึ้นไปปฏิบัติพระกรรมฐาน?

    ข้าพเจ้า ประนมมือกราบเรียนท่านตามที่ประสบมา ท่านจึงพูดว่า  ดี..ดี..โยม! ไม่ขึ้นไปก็ดีถึงขึ้นไปก็ไม่ได้อะไร เพราะกำลังง่วงมาก  ข้าพเจ้าจึงรู้ทันทีว่า พระคุณเจ้ารูปนี้ คือพระเดชพระพระคุณหลวงพ่อเป็นแน่  เพราะข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อนเลย  ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเป็นอันมาก  เพราะเห็นว่าปลอดภัยจากความผิดที่หลับในห้องพักเป็นแน่แล้ว  คือท่านให้อภัยโทษแล้ว ท่านก็เดินไปสักเล็กน้อยท่านจึงหันมาสั่งข้าพเจ้าว่า วันนี้ โยมไปนอนพักเสียให้เต็มที่นะ คืนนี้ขึ้นไปปฏิบัติก็ได้แน่ แล้วท่านก็เดินเลยไปทางศาลาพระพินิจ

      ตอนเวลาเลยเที่ยงไปแล้วสักเล็กน้อย ข้าพเจ้ากับพี่ชายต่างก็ขึ้นไปดูหนังสือที่จำหน่ายบนศาลานวราช  เห็นหลวงพ่อท่านมารับแขกก็ทำความเรพ และนั่งฟังท่านให้ความรู้ กับญาติโยมที่มานมัสการ  เมื่อหมดเวลารับแขก ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป  ข้าพเจ้าก็วกกลับมาที่ตู้ขายหนังสือตามเคย  ในขณะที่ข้าพเจ้าก้มๆ มองดูหนังสืออยู่นั้น  พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมาทางไหน  ข้าพเจ้าก็ไม่ทันเห็นท่านจับมือข้าพเจ้าไว้  พร้อมจูงมือข้าพเจ้ามาที่หน้าศาลานวราช  พอระยะห่างคนสักเล็กน้อย ท่านถามว่า... โยม ชาตินี้ยังเป็นทหารอีกหรือ? ข้าพเจ้าตอบท่านว่า เป็นสมัยบูรพาอคเนย์ครับ

     หลวงพ่อท่านจึงกล่าวต่อไปว่า  โยมเคยเป็นทหารร่วมรบกับฉัน ทุกๆ ชาติ เราต้องช่วยกันกอบกู้ประเทศไทยไว้

     หลวงพ่อท่านถามอีกว่า  โยมดิ้นรนอยู่เป็นเวลากี่ปีแล้ว ที่จะมาหาฉัน?

     ในขณะนั้น ข้าพเจ้ามีความตื้นตันใจมากในความเมตตาของท่าน  ใจของข้าพเจ้าตอนนั้น คิดอะไรไม่ออกจึงกราบเรียนท่านไปว่า ประมาณ ๒ ปีครับ

     แต่ท่านกลับบอกข้าพเจ้าว่า  ไม่ใช่โยม ไม่ใช่ ๒ ปี โยมดิ้นรนอยู่ ๔ ปีแล้วที่จะมาหาฉัน

     ข้าพเจ้า จึงประนมมือไหว้ท่าน ด้วยความปลื้มปิติ  ปรากฏว่า หลวงพ่อท่านบอกตรงตามความเป็นจริงทุกประการ  แต่ที่ข้าพเจ้าตอบท่านไปว่า ๒ ปีนั้นก็มิได้คิดจะโกหกท่าน  แต่ในขณะนั้นเต็มไปด้วยความปลื้มใจเมื่อท่านถาม  ข้าพเจ้าจึงได้เผลอตอบไปอย่างนั้นซึ่งหลวงพ่อท่านรู้ดีว่าความจริงเป็นอย่าง ไร

     แล้วท่านจึงได้บอกกับข้าพเจ้า ต่อไปอีกว่า ท่านจะลาเข้านิพพานแล้ว  โยมก็อยู่ไม่ได้เพราะต้องตามฉันไปนิพพาน

     ท่านถามว่า  มาที่นี่จะประสงค์อะไร

     ข้าพเจ้าจริงกราบเรียนท่านด้วยความตั้งใจและเคารพว่า  ที่มามีความตั้งใจจะมาฝึกกรรมฐานจากหลวงพ่อครับ

     ท่านบอกว่า  คืนนี้ฝึกได้อยู่แล้ว

     ข้าพเจ้าจึงประนมมือขอพรจากท่านว่า  ขอให้หลวงพ่อได้โปรด เมื่อผมฝึกได้แล้วกระผมจะนำธรรมะนี้ไปฝึกให้ญาติพี่น้อง แถวๆ ใกล้บ้านบ้างนะครับ

     ท่านจึงจับมือข้าพเจ้า แล้วท่านสั่งว่า   ขอให้โยมไปฝึกให้ทุกๆ คน ที่เขาเต็มใจมารับการฝึกอย่าไปชวนเขานะ ประเดี๋ยวเขาจะว่าเอา

     พอถึงเวลาค่ำ ข้าพเจ้ากับพี่ชายก็เข้ารับการฝึกที่ศาลานวราช  พระคุณเจ้าหลวงพพี่แสวง ญาณสังวโรเป็นครูฝึก  ด้วยเดชะบารมีของหลวงพ่อ ที่ท่านพูดว่า ฝึกได้แน่ และข้าพเจ้าก็ไปได้โดยก่อนหน้านี้มิได้รู้ว่า ครูฝึกท่านฝึกอะไร เพราะไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน  เลยในเรื่องการฝึกมโนมยิทธิในคืนต่อไป ก็ฝึกทุกคน ข้าพเจ้าพักอยู่ที่วัด รับการฝึกอยู่ได้ ๗ วาระ  เป็นการจบมโนมยิทธิจึงขอลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านกลับ

     หลวงพ่อมีญาณล่วงหน้า...เมื่อต่อมาครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้ากับพวกคณะได้เดินทางไปรับยันต์เกราะเพชรครั้งนี้  ได้จัดรถสองแถว มีผู้ศรัทธาร่วมเดินทางกันมาก เพราะการครอบยันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อย่อมมีความปลอดภัย จากสัตว์พิษและอันตรายทั้งหลาย  พอรถจอดที่อู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วข้าพเจ้าก็นำคณะขึ้นไปยังที่พัก

     พอข้าพเจ้าเดินขึ้นมายังศาลา ๓ ไร่ คนทำความสะอาด ท่านถามข้าพเจ้าว่า คุณลุงมาจากไหน

     ข้าพเจ้าตอบว่า ...มาจากสุราษฏร์ครับ

     ท่านบอกว่า หลวงพ่อท่านพูดให้พวกฉันฟังเมื่อคืนเมื่อวานซืนนี้ว่า  คนทางใต้ของโยมเที่ยวนี้ มีคนแก่ๆ มากันเยอะ

     ข้าพเจ้าได้ฟังคำบอกเล่า จากคนทำงานแล้ว รู้สึกปลื้มใจมากเป็นอย่างยิ่ง จึงหันมาพูดกับพี่ชายว่า  ต่อไปนี้ เราจะไม่ต้องขายหน้าอีกแล้ว ผมมั่นใจ

     พี่ชายถามว่า  ทำไม

     ข้าพเจ้าตอบว่า  ก็เพราะพ่อฉันเป็นพระ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่ และมีความสำคัญในญาณต่างๆ ของท่านอย่างน่าอัศจรรย์

     จิตใจของข้าพเจ้าที่เคยว่างเปล่ามาแต่กาลก่อน  บัดนี้มีความรู้สึกอิ่มเอิบรู้สึกปลื้มใจในความหวังว่า มีที่พึ่งทางใจแน่แล้ว  จากพระคุณหลวงพ่อท่านป็นอันมากข้าพเจ้าพบแล้วในชาติปัจจุบัน  และข้าพเจ้า ก็ขอพึ่งบารมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ในชาติหน้าด้วย ข้าพเจ้าขอเรียนให้ท่านทั้งหลายที่อ่านแล้วทราบว่า ข้าพเจ้าเต็มแล้วกำลังใจในชาตินี้ ก่อนๆ มาข้าพเจ้ายังจำเพลงของ สรพลสมบัติเจริญ ได้ว่า ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็มห้องหัวใจ..ก็เป็นการร้องถูกของสุรพล  เพราะจิตของข้าพเจ้าเต็มแล้วด้วยบารมีของพพระเดชพระคุณหลวงพ่อ สุดที่จะหาพระคุณอื่น  มาเปรียบเทียบได้ในชีวิตของข้าพเจ้ายกเว้นแต่บารมีของพระพุทธองค์เท่า นั้น...สาธุ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
เรื่อง "ขอพรหลวงพ่อ" โดย น.ส.วีรนุช นวลปลั่ง (น้องจอย) ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๔๖๓...

     เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘  จอยได้มีโอกาสเขียนเรื่องประโยชน์มโนมยิทธิ ลงในหนังสือธัมวิโมกข์ครั้งหนึ่งแล้ว  การเขียนลงลูกศิษย์บันทึกครั้งนี้จึงเป็นโอกาสครั้งที่ ๒ ของจอยที่จะเล่าถึงความสำเร็จของจอยอันเนื่องมาจากการได้พบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ และได้ฝึกมโนมยิทธิ ความสำเร็จของจอย อาจแตกต่างจากลูกๆ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านอื่น ที่ประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิตแต่เรื่องของจอยเป็นความสำเร็จในการเรียน  จอยหวังว่าการเขียนในครั้งนี้  คงทำให้ลูกๆ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัยเดียวกับจอย ลองนำมโนมยิทธิมาใช้กับการเรียนบ้าง

     ความสำเร็จทางด้านการเรียน ครั้งยิ่งใหญ่ของจอยคือ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ ขณะที่จอยเรียนอยู่ชั้น ม.๕ สายวิทยาศาสตร์ ร.ร.สาธิติวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุทธยา จอยได้สมัครสอบเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS (American Field Service) โดยไม่คิดว่าจะสอบได้  เพราะแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย คืนก่อนสอบจอยจุดธูปเก้าดอกและขออาราธนาบารมี สมเด็จพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์พระธรรม พระอริยสงฆ์ พรหม เทวดา ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ปาน ท่านปู่ท่านย่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านแม่และผู้มีพระคุณทุกท่าน...ขอให้ท่านช่วยจอยทำข้อสอบ โดยให้จอยเป็นสื่อในการเขียน ส่วนสมอง ขอให้เป็นสมองของทุกท่านแล้วจอยก็นำธูปไปปักนอกชายคาบ้าน วันสอบก่อนทำข้อสอบจอยก็ท่องคาถา  สหัสสะ เนตโต เทวินโท ทิพจักขุงวิโสทายิ ๓ จบ แล้วลงมือทำข้อสอบ จอยทำข้อสอบไม่ทัน เพราะมีเวลาน้อยมาก และข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดแต่เมื่อประกาศผลสอบ ทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีจอยและรุ่นน้อง ๑ คน ผ่านการสอบข้อเขียนและต้องสอบสัมภาษณ์ และแสดงความสามารถพิเศษ  คืนก่อนสอบจอยใช้วิธีเดิม จอยต้องรำโชว์ จึงขอให้เพื่อนๆ ชั้นดาวดึงส์ลงมาช่วยจับมือรำ จอยผ่านสัมภาษณ์ แต่รุ่นน้องไม่ผ่าน จอยจะได้ไปประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศแรกที่จอยเลือกจะไป   แต่จอยต้องมีครอบครัวที่นั่นรับ

     คราวนี้เป็นปัญหาหนักจึงต้องรบกวนพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีกครั้ง และได้ขอบารมีกรมหลวงชุมพร (เสด็จเตี่ยของคุณพ่อซึ่งเคยเป็นทหารเรือ) ให้ท่านหาครอบครัวให้ ปรากกว่า ได้อยู่เมืองแนเบอร่า  จอยเดินทางไปออสเตรเลีย เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๓ ครอบครัวที่จอยไปอยู่ด้วย ดีที่สุด พ่อประเสริฐสุดแม่ก็สุดประเสริฐ พี่สาวพี่ชายก็ดีมาก ทุกคนเป็นมิตรกับจอย แม้แต่หมากับแมว จอยเข้ากับครอบครัวได้ดีถึงแม้คนละเชื้อชาติกัน ครอบครัวดี สมกับที่เสด็จเตี่ยกรุณาหาให้

     หนึ่งปีที่นั่น จอยจึงมีความสุขมาก จอยมีความรู้สึกเหมือนว่า ได้กลับไปสู่อ้อมอก ของพ่อแม่ญาติพี่น้องในอดีตชาติครั้งหนึ่ง  แต่จอยก็ไม่เคยลืมคำสั่งสอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ให้ไว้กับลูกๆ และระลึกถึงท่านเสมอ

     จอยเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อ ๘ มกราคม ๒๕๓๔ และเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เพราะสอบเทียบ ม.๖ ได้ไว้หมดแล้วตั้งแต่ม.๔ จอยเลือกคณะที่มีคะแนนสูงทั้งหมด คือ คณะอักษรศาสตร์,  คณะนิเทศศาสตร์,  คณะรัฐศาสตร์การทูต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  คณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน  และคณะศิลปศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ถ้าสอบได้คณะใด ก็จะเรียนทั้งนั้น  ถ้าไม่ได้ก็จะเรียน ม.๖ ต่อเดิมจอยเรียนสายวิทยาศาสตร์  แต่เมื่อกลับจากออสเตรเลีย ก็รู้สึกเสียดายภาษาอังกฤษที่รู้มาจึงเลือกสอบสายศิลปะ โดยดูหนังสือเองทั้งหมด จอยมีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง ๓ เดือน ความรู้เดิมก็จบ ม.๕ เพราะไปออสเตรเลียก่อน แต่จอยก็มีกำลังใจดีมาก  เพราะจอยได้พรจากผู้ที่จอยรักและเคารพมากที่สุดท่านคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นั่นเอง ก่อนสอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ จอยไปทำบุญที่ศูนย์พุทธศรัทธ่ท่าลาน สระบุรี จอยได้เข้าไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ  ...ขณะที่จะเข้าถวายสังฆทาน จอยก็ขอพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า ขอให้สอบได้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านตอบว่า  เอางั้นหรือ ไม่เอาธรรมศาสตร์หรือ? จอยก็ดื้อว่าไม่เอาธรรมศาสตร์ จะเอาอักษรศาสตร์จุฬาฯ... พระเดชพระคุณหลวงพ่อนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จอยก็ใจไม่ค่อยดีจนกระทั่งท่านตอบว่า  เออ! ได้ลูก อักษรฯ จุฬาฯ ได้ฟังแล้ว จอยปราบปลื้มเป็นที่สุดเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้พรแล้ว จอยก็จะสู้สุดกำลัง คืนก่อนสอบจอยก็ขออารานาบารมีเหมือนเดิมและระหว่างสอบ คุณพ่อคุณแม่ก็นั่งสมาธิช่วย ตลอดทั้ง ๓ วัน

     คืนวันศุกร์ที่ ๓ พษภาคม ๒๕๓๔ ประกาศผลสอบ จอยสอบได้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะเลือกอันดับ ๑ ทุกคนในบ้านดีใจมาก จอยจึงไปแก้บนหลวงพ่อ ๔ พระองค์ที่วัดท่าซุงและกราบพระเดชพพระคุณหลวงพ่อ ท่านว่า ได้หรือ เรียนให้ถึงด๊อกเตอร์เลยนะลูก

     จอยได้รับพร จากพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีกครั้ง และตั้งใจว่าจะเรียนให้ถึงปริญญาเอกตามคำพระดชพระคุณหลวงพ่อให้ได้  เพราะตราบใดที่จอยระลึกท่านทั้งยามปกติ และมีปัญหาทางด้านการเรียนและอื่นๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ รวมทั้งท่านผู้มีคุณ  ...ไม่เคยทิ้งจอย และยังเป็นที่พึ่งได้เสมอ ความสำเร็จของจอยถือว่าไม่ได้เกิดจากตัวจอยล้วนแต่ได้รับความเมตตากรุณา จากพุทธบารมี และพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสิ้น...สาธุ

(วิธีที่น้องจอ ยใช้นี่  ในอดีตสมัยผมเรียนบางครั้งอ่านหนังสือหนัก เวลาไปสอบร่างกายไม่ไหวมันจะวูบ คือคล้ายจะเป็นลมกับจะหลับผสมกันสรุปคือจะน็อค  แต่พอขอบารมีแบบน้องจอยในห้องสอบ ปรากฏว่าเหมือนมีความรู้สึกตัวร้อนวูบ และมีลมพัดวูบมาจะสดชื่นทันที สมองปลอดโปร่งมาก...สิ่งที่ผมขอ ผมขอแค่ให้ผมจำได้ตามที่ผมอ่านก็พอ เพราะผมอ่านหนักหลายรอบ)

ลุง. ศ:
พ่อปู่ที่นั่น ท่านไม่ชอบนะ  โดย ร.ต.นที (บัง) ทนุวงษ์ /ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๑๙๑

     ผมนับถือศาสนาอิสลามมาแต่เนิด มีความเคร่งครัดต่อศาสนาอิสลาม ตั้งแต่เด็กๆ เป็นต้นมา (เกิดปี ๒๔๙๒)ครั้นอายุได้ ๑๘ ปี จิตใจก็เริ่มหันเหไปสนใจเรื่อง การดูการเข้าทรงเจ้า  แต่ก็ยังเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเช่นเดิม จวบจนได้พบหลวงพ่อแล้ว ได้เกิดความศรัทธามั่นคงจึงได้หันมานับถือศาสนาพุทธ และเมื่อคราวที่มีการอุปสมบทพระภิกษุจำนวน ๑๘๐ รูป ที่วัดท่าซุงเพื่อถวายกุศลให้แก่หลวงพ่อคราวนั้น ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมการอุปสมบทในครั้งนั้นด้วย  ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า ผมมีความเคารพศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  การพบหลวงพ่อในชีวิตนี้ถ้าดูผิวเผินคล้ายกับเป็นการบังเอิญ  แต่ถ้าพูดการตามหลักแล้วคิดว่าเป็นเพราะได้ร่วมบุญกับหลวงพ่อมาแต่ปางก่อน จึงส่งผลให้ผมโชคดดีที่ได้เกิดมาพบหลวงพ่อในชาตินี้  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เกิดมาร่วมบุญกับหลวงพ่อ

     กาลใดตั้งแต่ในอดีตชาติทุกชาติๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ หากผมได้เคยล่วงเกินหลวงพ่อหรือได้ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย มีหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อเป็นที่สุด ด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดีหรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี  ...ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โปรดยกโทษให้แก่ผม จนกว่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

     ผมต้องขอขอบพพระคุณ และจารึกพระคุณของ พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต นายเก่าของผม และพ.ต.ท.อรรณพ กอวัฒนา  ที่ทำให้ผมได้เข้ามาพบแสงสว่างจากหลวงพ่อ

     ต่อไปนี้ผมขอเล่าเหตุการณ์บางตอนเมื่อผมได้พบหลวงพ่อ ประมาณปี ๒๕๑๙ พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต นิมนต์หลวงพ่อไปที่ บก.สน. สนามเสือป่า ตอนนั้นหลวงพ่อจะไปทุ่งสง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นิมนต์หลวงพ่อไปร่วมพิธีเปิด อนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ที่ค่าย ตชด. ขณะที่หลวงพ่อไปฉันเพลช่วงที่หลวงพ่อเดินผ่านหน้าผมไป พอท่านเดินผ่านหน้าห้องผมไปแล้ว (ผมเป็นจ่าทหารอยู่ที่นั่น) ผมนึกในใจว่า เอ๊ะ พระองค์นี้ถูกชะตา

     ผมก็ไปถาม ร.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนนา (ยศขณะนั้น ปัจจุบันนี้ยศคือ พ.ต.ท.) ว่า พระองค์นี้...เป็นใคร? แล้วท่านจะเดินทางไปไหน?

     ตอนนั้น เรื่องพระกับผม ไม่ค่อยถูกโฉลกกันเท่าไร (แต่ผมก็มีใจรักทางนี้อยู่บ้าง) เพราะตอนนั้นผมไปหลวงการเข้าทรงเจ้าอยู่ พอถามพี่อรรณพแล้ว พี่อรรณพบอกว่า หลวงพ่อจะไปตชด.ที่ทุ่งสง ผมเลยถามพี่อรรณพว่า ผมจะติดตามหลวงพ่อไปได้ไหม พี่อรรณพบอกว่า ให้ไปขออนุญาตจากนาย คือ พล.อ.ทวนทอง สถวรรณทัต..ผมเข้าไปขออนุญาต (ระหว่างคอยนาย ผมก็เตรียมเสื้อผ้า พร้อมปืน ทุกอย่างเรียบร้อยพร้อมที่จะร่วมออกเดินทางได้เลย)

     นายบอกอนุญาตให้ไปได้ และสั่งเลยว่าให้ผมติดตามหลวงพ่อไปตลอด เมื่อติดตามไปตลอดแล้ว ต่อมานายคือ พล.อ.ทวนทอง ก็อนุญาตให้ผมไปอยู่วัดท่าซุงได้ ให้เฝ้าหลวงพ่อ

     ตอนไปอยู่วัดท่าซุง ช่วงที่หลวงพ่อฉันเพลแล้ว พอฉันเพลเสร็จ หลวงพ่อก็เข้าห้องพักในห้องทำงาน (จำวัด) ที่ข้างวัดคือโรงเรียนซึ่งติดอยู่กับวัดท่าซุง มีเสียงยิงปืนดังขึ้น ผมก็ออกไปห้ามเขาบอกว่าหลวงพ่อกำลังพักผ่อน พอไปห้ามเขาแล้ว ผมก็เดินกลับมาที่พักนั่งพักที่หน้าห้องพักหลวงพ่อ สักพักเขา (คนที่ยิงปืน) ก็มาหาพี่สมนึก ถามว่า คนใส่แว่น (คือตัวผม) นี่เป็นใคร? เพราะเขารู้จักพี่สมนึกดีพี่สมนึกก้โทรศัพท์มาตามผมว่า เฮ้ยบัง มีคนมาตามหาต้องการพบอยู่หน้าวัด

     ระหว่างนั้น ผมเตรียมปืนอยู่ หลวงพ่อกำลังนอนพักอยู่ในห้องส่วนตัวของท่าน  อยู่ๆ ท่านก็เดินออกมาลักษณะคนเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ หน้าตายังบวมอยู่ ท่านมาหาผมแล้วพูดว่า เฮ้ยพวกเดียวกัน แล้วท่านก็พาผมไปรู้จักกับเขา จับมือกัน ไม่มีเรื่องกันเพราะพวกนั้นกำลังเมาเหล้าอยู่ ผมไปห้ามพวกนี้ เขาท้าผมไปยิงกันหน้าวัด (ตอนที่ท้านั้นท้าตอนที่ผมไปห้ามเขาครั้งแรกที่โรงเรียน) เมื่อจับมือกันแล้วก็หมดเรื่องหมดราวกัน  ก็ได้เข้าใจกันตอนนั้นผมมั่นใจอยู่ว่า หลวงพ่อต้องเก่ง คุ้มครองผมได้...ตอนนั้น ผมยังไม่เข้าใจเรื่องนรก สวรรค์ เทวดา เท่าไร เพราะยังมีความคิดเก่าๆ อยู่ช่วงนั้นเริ่มมีความคิดค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ เกิดความศรทธาต่อหลวงพ่อ แต่ก็ยังออกนอกลู่นอกทางแต่ก็เริ่มมั่นคงขึ้น

     ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๒๑ หลวงพ่อเดินทางไป จ.ยะลา น้าเหม่เป็นผู้ควบคุมการเดินทางของคณะศิษย์หลวงพ่อที่ติดตามขบวนหลวงพ่อไป ระหว่างเดินทางกลับจากยะลา ลงมาพักที่โรงงานปลาป่น ที่ จ.ชุมพร ช่วงเย็นหลวงพ่อนัดเวลาว่า จะลงมาเดินเล่น และรับแขกคุยกับลูกหลาน ท่านก็บอกว่า จะลงมา ๖ โมงงเย็น ถึง ๑ ทุ่ม  พวกผมก็นั่งอุดประตูบันใด ไม่ได้ไปไหน มีผม มีนายดาบตระกูล มีจ่าสาย พี่เอี้ยงก็นั่งคุนจุกกันอยู่ตรงบันใดทางเดิน บ้านนั้นมีบันใดลงข้างเดียวต้องลงทางบันใดที่พวกผมนั่งกันอยู่เพียงทางเดียว พวกผมอาบน้ำอาบท่า ไปนั่งรอหลวงพ่ออยู่ตรงนั้นตั้งแต่ประมาณบ่าย ๔ โมงครึ่ง นั่งคอยตรงที่นัดกัน ตรงประตูบันใดระหว่างคุยกันอยู่ได้ยินเสียงหลวงพ่อหัวเราะอยู่ที่โรงครัว ที่แม่ครัวทำกับข้าวกันอยู่พวกเราก็หน้าตาตื่นกัน  ก็แปลกใจว่าพวกเรานั่งกันอยู่ที่นี่  หลวงพ่อไปที่โรงครัวได้ยังไง  ถ้าลงบันใดมาก็ต้องเจอพวกผมก่อน นี่แสดงว่าหลวงพ่อท่านแสดงอะไรให้ดูแน่ ช่วงนั้นผมยังสงสัยอะไรอยู่ท่านคงแสดงให้ผมหายสงสัยแน่ๆ ว่า ท่านเป็นพระที่พวกเราทิ้งท่านไม่ได้ ไม่ต้องไปหาใครอีกแล้ว  ...พอเจอหลวงพ่อก็ไปถามท่านว่า ท่านลงมาได้อย่างไร ท่านตอบว่า พวกมึงนั่งหลับกันเองแหละเลยไม่เห็นกูลงมา หัวเราะกันแบบงงๆ

     ผมมาประทับใจหลวงพ่อ อีกเรื่องหนึ่ง  ที่ทำให้ผมรัดท่านมากเรื่องหลวงพ่อห่องคณะที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ใครก็ตามที่เดินทางร่วมคณะกับหลวงพ่อๆ ท่านจะไม่นอนตอนนั้นท่านยังแข็งแรงกว่าตอนนี้ ท่านห่วงทุกคนที่เดินทางร่วมคณะว่า จะกินยังไง นอนยังไงจะมีอันตรายหรือเปล่า เพราะช่วงนั้นการเดินทางไปใต้ พวกผกค.กำลังเผาสถานี อ.ชุมแสง จ.สุราษฎร์ธานีมีอันตรายมาก หลวงพ่อคอยสอดส่องดูแล เป็นห่วงเป็นใยทุกๆ คนว่า นอนกันยังไง กินกันยังไงแทนที่ท่านจะอยู่ในห้องพักผ่อนนอนสบาย เมื่อถึงที่พักไม่มี ไม่ทำอย่างนั้น ท่านจะออกเดินตรวจทุกๆ คนว่าได้พักอยู่กินกันแล้ว ท่านจึงจะยอมไปพัก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ท่านชราภาพและป่วย ท่านก็ยังทำเช่นนี้อยู่เป็นห่วงลูกหลานไม่คิดถึงตัวท่านเอง ห่วงที่จะสงเคราะห์ผู้อื่นจนวินาทีสุดท้าย

     สมัยก่อนเวลาเดินทาง ผมจะคำนวณว่าระยะการเดินทางควรใช้เวลาเท่าไร เพื่อกะให้ท่านฉันเพลทันเวลาครั้งแรกผมขับรถ เหยียบประมาณไม่เกิน ๑๒๐ กม.ต่อชั่วโมง จากกรุงเทพฯ-อุทัยธานี ผมจะเหยียบ ๑๒๐ กม.ต่อชั่วโมง จะมาฉันเพลที่กรุงเทพฯ ที่บ้านสายลมมาถึงพอดีเลย

   อีกคราวหนึ่ง พอขึ้นรถมาท่านก็บอกผมว่า เฮ้ย ไปแค่ ๘๐ ก็พอ ระยะทางเท่ากันระยะเวลาออกจากวัดเท่ากัน แต่มาถึงบ้านซอยสายลมเวลา ๑๐.๐๐ น.ถนนโล่งเหมือนกัน  ก่อนหน้านั้นท่านคุยเรื่องการย่นระยะทาง ตอนที่ท่านร่วมเดินทางกับหลวงปู่ปาน ท่านคุยให้ฟังว่า หลวงปู่เดินแป๊บเดียวถึงวัดแล้ว ผมก็นึกในใจว่า แล้วหลวงพ่อจะย่นระยะทางได้หรือเปล่า?

     หลังจากที่ผมนึกเช่นนั้นแล้ว อีกประมาณ ๑ เดือน ผมก็มาเจอเรื่องนี้ (เพราะงวดแรกที่ผมขับรถให้ท่านก็ขับเร็วฉิว พองวดหลังท่านมาสั่งว่าไปแค่ ๘๐ พอ) ก็นึกในใจว่าจะไปทันฉันเพลหรือ? ขนาดขับ ๑๒๐ กม./ชั่วโมง ยังไปถึงเพลพอดี ผมก็นึกในใจอย่างนั้นปรากฏว่า ผมขับมาแค่ ๘๐ กม./ชั่วโมง มาถึงบ้านซอยสายลมประมาณ ๑๐ โมง ๑๕ นาที เท่านั้นเลยเชื่อว่าหลวงพ่อสามารถสอนผมแบบเอาอยู่หมัดเลย เพราะผมก็ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เจออย่างนี้ต้องเชื่อ

ลุง. ศ:
      มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อไปทอดกฐินที่วัดโขงขาว ประมาณปี ๒๕๒๙ พอทอดกฐินที่วัดโขงขาว (จ.เชียงใหม่)เสร็จก็เดินทางต่อไปยัง สถานีวิทยุทหารอากาศเชียงราย ไปพักที่นั่นท่านจะเดินทางไปบวงสรวงพระธาตุจอมกิตติ พระธาตุดอยตุงที่ จ.เชียงราย ก่อนที่ท่านจะป่วยหนัก (กลับมาท่านก็ป่วยหนักเลย)

     ระหว่าง อ.งาว กับศาลเจ้าพ่อประตูผา (อยู่ที่ อ.งาว) ...สองข้างทางจะเป็นภูเขากับเหว ทางก็คดเคี้ยว แต่ก็ไม่ถึงกับคดเคี้ยวมากนักขบวนก็ผ่านเจ้าพ่อประตูผาระหว่างที่ผ่าน หลวงพ่อเคยสอนว่า ให้คนขับรถนึกถึงท่านให้รถทุกคันเดินทางโดยปลอดภัย

     พวกเราก็ทำตามกันหมด ทั้งนึกในใจ และบีบแตร ๓ ครั้ง ตามที่หลวงพ่อบอก คันที่ ๑ ผ่าน คันที่ ๒ ผ่านคันที่ ๓ ยางแตก ยางหน้าขวาแตก รถใหญ่ (เป็นรถบัส) ยางหน้าขวาแตก ปกติยางหน้าขวาแตก รถจะต้องตกเหวหน้ารถจะต้องเบนหัวรถไปทางขวา (ขวามือเป็นเหว) แต่แปลก พอยางแตกปั๊บ หัวรถเบนซ้ายหันหลังเข้าภูเขาหักซ้ายไปเกยกับหินที่ภูเขา รถจอดนิ่งพอดี พี่สมนึกเป็นคนขับ พี่สมนึกไม่ทันระวังยางนั้นเพิ่งซื้อใหม่ทั้ง ๒ เส้นหน้า ปรากฏว่าถึงที่พักเชียงราย ก็นั่งคุยกันที่วงพี่แดง (พล.ต.ศรีพันธุ์ วิชชุพันธ์) ก็บอกว่า ผมแค่นึกแค่นั้นว่า ไอ้ห่ากูแค่นึกเท่านั้นแหละว่าจะศักดิ์แค่ไหน เอาเสียเลย ช่วงเหวลึกเสียด้วย พี่แดงเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ผมแค่นึกเท่านั้นเอง หลวงพ่อก็พูดว่า ไอ้แดง (พล.ต.ศรีพันธุ์) มันอยากลอง   ตั้งแต่นั้นมา พอผ่านที่ตรงนั้นลงจอดจุดประทัดกันเลย

     ปกติ ผมห้อยวัตถุมงคลชุดใหญ่ มีผ้ายันต์แดง, ผ้ายันต์เกราะเพชร, ลูกแก้ว. พระตะกั่วที่หลวงพ่อทำกับมือและรับกับมือท่าน  ผมก็อัดกรอบเป็นอันเดียวกัน ไปไหนก็พกติดตัวตลอด ผมเป็นคนขับรถเร็ว ผมขับไม่ต่ำกว่า ๑๒๐ ในช่วงที่ผมไม่ได้เดินทางกับหลวงพ่อ

     ช่วงเช้าผมจะขับรถไปทำงาน  จะส่งลูกไปทำงาน ออกจากบ้านสายก็ต้องใช้ความเร็ว  ช่วงบางกะปิมาแฮปปี้แลนด์มีสะพานอยู่สะพานหนึ่ง พอเลยสะพานจะเป็นช่วงกลับรถได้ ผมขับรถมา รถข้างขวาติด มีช่องซ้ายไปได้ผมก็แซงซ้ายออกก็เจอรถบัส ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีรถบีส ผมก้หักขวาออกเลนขวาสุด พอพ้นตัวเห็นทางข้างหน้ามีรถจอดเบรกอยู่จะยูเทิน ผมก็หักซ้ายมาอีก ผมก็คิดว่าเอาไม่อยู่ละ ช่วงนั้นผมเร่งหนีรถบัส พอผมรู้ว่าไม่พ้นก็เหยียบเบรกเปลี่ยนเกียร์เอาด้านผมชน ไม่เอาด้านลูกชน (กลัวลูกเป็นอันตราย) ปรากฏว่าประตูยุบไปถึงคนขับ เบาะหน้าของคนขับ เบาะยุบไปครึ่งหนึ่ง ลูกชายหัวเข่าแตกหน่อย แฟนผมไม่เป็นไรผมไม่เป็นอะไรเลย มันน่าจะเจ็บ เพราะชนช่วงแข็งของรถคันอื่น (มุมรถเขาพอดี) แต่ไม่เป็นไรลูกชายเจ็บนิดเดียว หัวเข่าเป็นแผลเพราะไปโดนตู้แอร์ นี่ผมเชื่อว่าเครื่องรางวัตถุมงคลของหลวงพ่อสามารถคุ้มครองผมได้

     เวลาเดินทางไปกับหลวงพ่อ ท่านจะบอก เราไปเหนือ ท่านจะบอกเลยว่า ข้างหน้ารถกำลังชนกันนะชิดซ้ายไว้น่ะ

     ตอนนั้นยังไม่มีรถนำ รถเพิ่งชนกันใหม่ ช่วงระหว่างนั้นผมก็ลองของ ผมกดคันเร่งระดับความเร่งที่ผมวิ่งไปนี่จะประมาณ ๑๑๐ กม./ชั่วโมง แต่ผมดูเข็มไมล์ขึ้นแค่ ๗๐ ทั้งๆที่เข็มไมล์ก็อยู่ในสภาพที่ดี ปกติมันน่าจะต้องขึ้น ๑๑๐ กม.ชั่วโมง เหตุการณ์ล่วงหน้าทิพยจักขุญาณพอรถชนกันปั๊บ ท่านก็บอกผม การเดินทางของท่าน ตัวท่านต้องเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึกมีเหตุการณ์อะไรล่วงหน้า ท่านจะต้องรู้ ไม่ได้ปล่อยอารมณ์ไปธรรมดา นี่แสดงว่าหลวงพ่อมีสายตายาวเรื่องการเดินทางหลวงพ่อนั้น การตรงต่อเวลาสำคัญมาก

     ตั้งแต่รู้จักกับท่านมา สมัยก่อน การเดินทางนั้น กลางคืนก่อนเดินทางผมจะเรียนถามว่าจะเดินทางออกกี่โมง ท่านจะบอกว่า ประมาณตี ๕ ผมขับรถให้ท่าน ประมาณตี ๓ ครึ่ง ผมต้องตื่นอาบน้ำอาบท่าเตรียมพร้อมที่หลวงพ่อจะลงมา ทุกครั้งที่เดินทาง หลวงพ่อจะต้องตื่นก่อนผมและท่านจะนั่งคอยอยู่ที่เตียง (ตึกริมน้ำ) ผมอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ท่านจะนั่งคอยญาติโยมกินข้างก่อนเดินทาง

     มีอยู่วันหนึ่ง มีคนแก่อยู่คนหนึ่งช้าและตื่นสาย ผมเตรียมตัวมานั่งกับท่านแล้วก็กราบเรียนว่า  ผมพร้อมแล้ว ของเอาขึ้นรถและมัดเรียบร้อยแล้ว  ท่านก็หันมาพูดกับผม มึงไปทำอะไรมามึงไม่รู้หรือไง? ผมนึกในใจว่า เอ๊ะ ผมก็ตื่นตี ๓ ครึ่ง ท่านก็เห็นผมอาบน้ำไม่ถึง ๕ นาทีผมก็แต่งตัวเสร็จออกมา แล้วท่านมาพูดกับผมอย่างนี้ ผมก็นึกว่า เอ๊ะ ท่านจะเอาอย่างไงนะ

     ผมก็นึกว่า มีใครไม่เสร็จบ้าง ก็ทราบภายหลังว่า คนแก่คนนี้ยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัว หลวงพ่อก็นั่งคอยท่านสอนให้เรารู้ว่า กำหนดการเดินทางของหลวงพ่อต้องแน่นอน ทุกคนต้องคอยพร้อมกันก่อนเวลาเดินทางท่านบอกตี ๕ เป๊ะ ก็ต้องตี ๕ เป๊ะเลย เพราะสมัยก่อนออกบ่อย และออกแต่เช้า ตี ๔ บ้างนี่แสดงว่าหลวงพ่อเตือน ท่านเตือนอ้อมๆ

     มีอยู่คราวหนึ่ง ไปเชียงใหม่กับหลวงพ่อ ปกติผมเป็นคนชอบทำอะไรนอกทางบ่อยๆ ในบรรดาลูกๆ ของหลวงพ่อก็มีอยู่วันหนึ่งไปเชียงใหม่ วันที่หลวงพ่อพักผมก็หนีออกไปเที่ยว (หนีเวรยาม) เข้าไปในเมืองพอดีวันนั้นเป็นวันขึ้นบ้านใหม่ของคนที่รู้จัก ผมก็แวะไปเยี่ยมเขา พอนั่งโต๊ะอาหาร อาหารเต็มโต๊ะเขาเตรียมเอาไว้ให้เราก็มีเป็ดอยู่ ๑ จาน (ในวงอาหาร) เฉพาะวันนั้น ผมเลือกกินเป็ดอยู่อย่างเดียวเพราะมันนุ่มหวานอร่อย ผมนั่งอยู่ในงานเพื่อนประมาณ ๑ ชั่วโมง ผมก็กลับมาวัดโขงขาวผมก็ปิดหลวงพ่อทำเป็นปกติ ลงไปตรวจเวรยามปกติ  แล้วก็เดินขึ้นไปพบหลวงพ่อที่ห้องนอนขึ้นไปเจอคนกำลังนวดให้หลวงพ่ออยู่ ท่านก็คุยกับญาติโยมพวกเราหลายคน ท่านคุยเรื่องราวของท่าน ...คุยไปเรื่อยๆ แล้วก็วกกลับมาหาผมแล้วพูดว่า ไอ้พวกเห็นแก่แดกเป็ด ผมนั่งมองหน้าหลวงพ่อ ๑ ครั้ง แล้วรีบก้มหน้าแล้วรีบออกเลย เข้าห้องน้ำ เวลาผมไปเชียงใหม่อีก ใครชวนผมไปกินเป็ดอีกผมไม่ยอมกินอีกเลย

     เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด ปกติเมื่อเข้าพักแล้ว พอถึงที่พักหลวงพ่อ ถ้าผมอยู่ในห้องท่านก็จะคุยสั่งงานปกติท่านก็รู้ผมชอบทำอะไร ออกนอกลู่นอกทางเสมอๆ ท่านก็เมตตาผม คอยห้ามความคิดที่กำลังจะทำมีอยู่วันหนึ่งท่านเรียกผมเขาไปพบแล้วพูดว่า พ่อปู่ที่นั่น ท่านไม่ชอบนะ ความคิดช่วงเช้าผมนึกว่า คืนนี้ผมจะเดินทางรอบๆ ห้องพักแล้วจะไปจีบผู้หญิงในหมู่บ้าน

     ตอนหัวค่ำ พออาบน้ำท่าเสร็จ ผมก็เตรียม อาราธนาวัตถุมงคลทั้งหมดเลย พระหลวงพ่อทั้งหมดขึ้นคอที่ขาดไม่ได้คือ สีผึ้ง สีปาก เพราะใช้ได้เห็นผลมาแล้ว แต่งตัวเสร็จ ผมก็เดินเตร่อยู่แถวที่หลวงพ่อพักคอยฟังข่าวว่า หลวงพ่อจะใช้ให้ทำอะไรหรือเปล่า ท่านก็เรียกผมเข้าไปในห้อง ผมก็เข้าใจว่าท่านจะเรียกไปสั่งงาน หรือว่าจะให้ผมไปหยิบของ หรือหยิบโน่นหยิบนี่ ท่านก็พูดขึ้นมาเลยว่า พ่อปู่ที่ นี่ ท่านไม่ชอบนะ พูดแค่นี้แล้วไม่พูดอีก หลวงพ่อพูดจบผมก็เดินออกมานอกห้องเปลี่ยนชุดอยู่ที่บ้านตามเดิม

     ที่ผมเล่ามาทั้งหมด เป็นประสบการณ์เพียงส่วนน้อยที่ผมได้พบมามีเรื่องอื่นเยอะที่ประสบการณ์มา ด้วยตัวเอง ที่เล่ามาเพียงแต่พอสังเขปเท่านั้น

     นี่แหละ ผมจึงมีความเคารพหลวงพ่อ และทุ่มเททั้งชีวิตเลยให้ท่าน  ทั้งที่ด้านการเดินทางทั้งการถวายอารักขา การดูแลท่าน ถ้าผมมีโอกาส ผมก็ทำอย่างดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ และผมทำตามที่ท่านสอนถึงแม้บางครั้ง ก็มีแหวกออกนอกลู่นอกทางบ้าง แต่ผมก็ค่อยๆ ละไปทีละอย่างเพื่อปกิบัติตามแนวคำสอนของหลวงพ่อให้ถึงที่สุด...สาธุ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
ลุง. ศ:
เรื่อง "หลวงพ่อไม่ตาย แต่หมอตกใจแทบตาย" โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน /ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๙๔-๙๖

- หน้าร้อนปี ๒๕๑๗ หลวงพ่อส่งท่าน อ๋อย (ภรรยา พล.อ.ท. ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์)ซึ่งเป็นแม่งานของหลวงพ่อ ให้จัดรถทัวร์หลายคัน พร้อมลูก-หลานของท่าน ขึ้นไปกราบพระสุปฏิปันโนที่ภาคเหนือหลายครั้ง แต่ที่ผมเขียนนี้ เป็นครั้งแรกหรือครั้งที่ ๒ ผมจำไม่ได้การไปแต่ละครั้ง หลวงพ่อเหนื่อยมากๆ เพราะเกือบไม่มีเวลาพักเลย ผมในฐานะแพทย์ประจำองค์ท่าน (ท่านอ๋อยขออนุญาตหลวงพ่อแต่งตั้ง) แต่ผู้เดียว จึงต้องอยู่ใกล้ชิดท่านเกือบตลอดเวลา จึงทราบเรื่องดีต้องฉีดยาบำรุงให้ท่านเกือบทุกวัน หากท่านมีเวลาว่างนานหน่อย ก็ให้น้ำเกลือ และทั้งๆ ที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่นี้ ท่านก็ต้องรับแขกไปด้วยเพราะมีบรรดาพุทธบริษัททางจังหวัดเชียงใหม่ที่ศรัทธา ในท่าน  มารอกราบและทำบุญกับท่านจำนวนมากสถานที่พักก็ใช้บ้านของ ดร.ปริญญา นุตาลัย ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบ้านเพื่อนๆ อาจารย์ของท่านเป็นที่พัก (อยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัย) ส่วนคณะใหญ่ก็อาศัยวัดในเมืองเป็นที่พัก

- ในการไปครั้งนี้ ผมสังเกตุว่า หลวงพ่อท่านไอมากผิดปกติได้ถวายยาแก้ไอกับท่านก็ระงับได้ชั่วคราว  เพราะหลอดลมท่านอักเสบมาก จากการที่ท่านต้องใช้เสียงพูดเกือบทั้งวัน ส่วนใหญ่จะออกตั้งแต่ ๗.๐๐น. เป็นอย่างช้า กลับมาก็ประมาณ ๑๘.๐๐ น. หรือกว่านั้น  ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้อากาศก็ร้อน ถนนก็ไม่ค่อยดี ระยะทางก็ไม่ใกล้ ต้องทำเวลาให้ทันตามจุดที่กำหนดไว้  ท่านเหนื่อยมากจะห้ามท่านไม่ให้พูด ก็ไม่ได้ ความทุกข์จึงตกอยู่กับหมอ (ทั้งทุกข์กาย ทุกข์ใจ) ส่วนหลวงพ่อทุกข์แต่กายใจท่านเลิกทุกข์มานานแล้ว มันต่างกันตรงนี้  ทั้งๆ ที่ท่านไข้ขึ้นสูง ไอมากแต่ใบหน้าท่านยังยิ้มแย้มเป็นปกติ และพูดเกือบตลอดเวลา ที่พาลูก-หลานไปกราบพระสุปฏิปันโน ตามวัดต่างๆซึ่ งอยู่ห่างกันมากแต่ละวัด ขันธ์ ๕ ของท่านทนมาได้จนถึงวันสุดท้าย  ท่านพาลูก-หลานให้ได้บุญครบตามที่ท่านกำหนดไว้ และรถทัวร์เหล่านั้น ก็มุ่งกลับ กทม. หมด  คงเหลืออยู่ประมาณ ๑๐ คน ที่จะเดินทางขึ้นไปเชียงรายในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้หลวงพ่อท่านได้พักผ่อนสัก ๒-๓ วัน

- ในตอนเย็นวันนั้นเอง คงประมาณ ๑๘.๓๐ น. ผมกำลังคุยอยู่กับ ดร.ปริญญา และเพื่อนๆ ชั้นล่างเห็นพี่นนทาวิ่งลงมาจากชั้นบน ตรงมาจับข้อมือผมแล้วดึงขึ้น จนตัวผมลอยตามมือพี่นนทาพร้อมกับร้องอย่างตกใจว่า หมอ เร็วเข้า หลวงพ่อกำลังแย่แล้ว  ...พี่นนทาลากผมลอยขึ้นบันไดไปอย่างอัศจรรย์ จำไม่ได้ว่าเท้าของผมติดพื้นหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะพี่นนทาท่านมีกำลังภายในมากเหลือเกิน สุดที่ผมจะขัดขืนท่านได้  มารู้สึกตัวและได้สติก็ตอนเห็นหลวงพ่อกำลังอาเจียนอย่างหนัก ผมเห็นอาเจียนที่ท่าน ทั้งไอและอาเจียนออกมาเป็นหนองล้วนๆ เกือบ ๒ กระโถนผมเองตั้งแต่จบแพทย์มาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว ยังไม่เคยพบคนไข้มีอาการหนักขนาดนี้ ขอรับตามตรงว่าตกใจมากในขณะนั้น ทำอะไรเกือบไม่ถูก สิ่งแรกก็คือ ตรวจหัวใจ ปอด และความดันโลหิตของท่านก่อนท่านเองคงทราบว่า หมอนั้นเกือบช็อคแล้ว ท่านก็ยิ้มเหมือนปกติ และพูดกับผมว่า หมอหัวใจเต้นกี่ครั้ง ผมก็ตอบว่า ๘๐ ครั้งต่อนาทีครับ ท่านก็ตอบว่า ถูก ท่านถามผมต่อไปอีกว่า แล้วความดันโลหิตล่ะเท่าใด ผมก็ตอบท่านว่า ๑๒๐ กับ ๘๐ ครับ ท่านก็บอกว่า ถูกอีก และเสริมต่อว่า หากหมอไม่ตอบตามนี้ หมอก็โกหกเพราะท่านโกมารภัจท่านก็บอกว่าเท่านี้เหมือนกัน พอผมได้ยินชื่อท่านหมอโกมารภัจเท่านั้นผมก็หายจากอาการช็อคโดยสิ้นเชิง  เพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว หากมีหมอชั้นยอดของโลกอยู่กับผมด้วยผมรีบเปิดกระเป๋าหยิบยา หลอดยาขึ้นมาอธิฐานถามพระพุทธเจ้า และท่านหมอโกมารภัจว่าจะใช้ได้ไหม ท่านก็ตอบว่า ได้ ...ผมรีบฉีดให้หลวงพ่อทันที แลวจับยาแก้หลอดลมอักเสบ ขึ้นอธิฐานอีก  ท่านก็บอกว่าใช้ได้ผมก็จัดถวายท่านไปพอหลวงพ่อรับยาที่ผมจัดให้ ท่านก็พูดว่า หมอไม่ต้องเป็นห่วง ๒ วันก็หาย   ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น

- พอรุ่งขึ้นคณะหลวงพ่อก็เดินทางไป จ. เชียงราย พักที่วัดเม็งรายซึ่งอยู่บนยอดเขาไม่สูงและอยู่ในตัวเมืองเชียงราย ที่พักและอากาศดีมาก หลวงพ่อท่านก็แจ่มใส และหายเป็นปกติตามที่ท่านบอกไว้ สำหรับผมขอเล่าความในใจ ซึ่งเก็บไว้กว่า ๑๐ ปี ดังนี้

- ผมเองไม่ได้คิดจะเดินทางร่วมไปกับหลวงพ่อด้วยที่เชียงราย ได้วางแผนจะขอแยกกับท่านในตอนเช้า  โดยส่งท่านกับคณะไปเชียงราย ส่วนผมขออยู่ที่เชียงใหม่ต่อ เพราะได้นัดภรรยา และบุตรสาวอายุ ๖ ปี (ในขณะนั้น) ขึ้นมาพบที่เชียงใหม่ และอยู่เที่ยวเชียงใหม่อีก ๒-๓ วัน  ตอนนั้น คิดมากจริงๆ ระหว่างหลวงพ่อกับลูก-เมีย  แต่โชคดีที่คิดถูกเลือกเอาหลวงพ่อก่อน เพราะทิ้งท่านไม่ได้ แม้ท่านจะพูดว่าไม่เป็นไรอีก ๒ วันก็หายให้ผมฟังก็ตาม เรื่องนัดลูกเมียไว้นี้ ผมไม่ได้เรียนให้หลวงพ่อทราบ  แต่ผมก็ทราบว่าท่านรู้ โดยไม่ต้องบอก มันเป็นการทดสอบอารมณ์ของผมไปในตัว......สาธุ

ลุง. ศ:
เรื่อง "หลวงพ่อถูกเทวดาแบกขึ้นดอยตุง"  โดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน / ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๙๖-๙๘

   - การขึ้นดอยตุง จังหวัดเชียงรายครั้งแรกนี้ คงอยู่ระหว่างปี ๒๕๑๗ และ ๑๘ ผมต้องขอโทษที่จำวัน-เดือนและปีที่แน่นอนไม่ได้ ได้พยายามถามผู้ไปด้วย ก็ปรากฏว่า สัญญาอนิจจังเหมือนผมในเมื่อมันจำไม่ได้ เราก็ไม่ควรเอาจิตไปผูกพัน  เพราะหากเราเอาจิตไปผูกพันสิ่งใดก็ตามมันก็เกิดความทุกข์ขึ้นกับใจเราเอง และพระท่านสอนเราว่า โลกนี่เป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นไม่ควรยึดถือว่า มันเป็นเรา เป็นของเรา  เพราะยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อยไม่ยึดเลยก็ไม่ทุกข์ ในโลกนี้เห็นแต่ความตาย (และสิบเอ็ดนาฬิกาหกสิบนาที) เท่านั้นที่เที่ยงเพราะเกิดมาทีใดก็ตายทุกทีทั้งคนและสัตว์ พระองค์จึงสอนให้เราในความไม่ประมาทให้รู้ตนเองอยู่เสมอว่าจะต้องตาย...

   - การขึ้นดอยตุงครั้งแรกนี้ใช้รถ ๒ คัน ทางขึ้นเขายังไม่ได้ทำให้เรียบร้อย เพียงกรุยทางไว้เท่านั้นรถที่จะขึ้นถึงพระธาตุได้ จึงเป็นรถจิ๊ปหรือแลนดืโรเว่อร์ ที่มีเกียร์พิเศษเท่านั้น ดร.ปริญญาถามว่าขึ้นดีหรือหลวงพ่อ ท่านตอบว่า ได้ เพียงเท่านี้ ดร.ปริญญาก็หมดสงสัย ตกลงใจทันที

   - รถคันแรก เป็นรถโฟล์คตู้สีเหลือง หลวงพ่อนั่งกัยพี่นนทา และคณะอีก ๓-๔ คน (จำไม่ได้ว่าใครบ้าง) คนขับดูเหมือนจะเป็นพี่เหม่ รถคันนี้ ผมฟังเสียงเครื่อองยนต์แล้ว ผมว่า มันเดินแค่ ๓ สอบเท่านั้น

   - ส่วนรถคันที่ ๒ เป็นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้าของด็อกเตอร์ ซึ่งเป็นรถเก่า เรานั่งกันเต็มอัตรา คือ ๗ คนข้างหน้า ๓ ข้างหลัง ๔ ผมเองน้ำหนักน้อยสุด ๖๐ กิโล นอกนั้นก็ ๖๐,๗๐, กว่า จนถึง ๘๐ กิโล  รวมแล้วก็ข้าวสาร ๕ กระสอบ แล้วมันขึ้นไปได้อย่างไร (ในเมื่อหลวงพ่อว่าได้ก็ต้องได้) รถของท่านนำหน้าเราทั้งๆ ที่วิ่งแค่ ๓ สูบ ปรากฏว่าหายวับไปกับตา รถเราควรจะขับตามทันหลับไม่ทัน พอถึงทางชัน เราก็ลงกันหมดยกเว้นคนขับคือด็อกเตอร์ ช่วยกันเข็น ๖ แรง (ลูกม้า) พอพ้นก็ขึ้นนั่งวิ่งต่อ ทำไปแบบนี้ตลอดทาง มีบางตอนทางมันชันชนิดมองแล้วลมจะใส่เอา เพราะทั้งชันทั้งยาวเหยียด หลายร้อยเมตร แต่มันก็แปลกเข็นขึ้นไปได้ทุกทีทางขึ้นเป็นฝุ่นทั้งนั้น ยาวราวๆ ๑๒ กม. ดังนั้น หน้าตา เสื้อผ้า และผมพวกเรา ก็เหมือนสีฝุ่น ...ทุกคนเมื่อขึ้นจวนถึง ปรากฏว่ามีทางแยกไปซ้ายกับขวา ไม่รู้จะไปทางไหนดี ผมจึงวิ่งขึ้นไปดู  เพื่อสังเกตุรอยยางรถของหลวงพ่อท่าน แต่ต้องผิดหวัง เพราะไม่มีรอยยางรถให้เห็นเลย อัศจรรย์ยิ่งนักผมเลยต้องขอพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พร้อมทั้งพรหมและเทวดาให้ช่วยบอกทาง รถเราจึงไปได้ถึงยอดดอย

   - พอถึงต่างคนต่างก็เข้าไป รายงานตังกับหลวงพ่อ พวกที่ถึงก่อน เขาเห็นพวกเราหน้าตา-ผมเป็นลูกครึ่งหมด  จึงแจกผ้าเย็นคนละผืน เช็ดหน้าตาและผม รวมทั้งคณะที่ไปถึงก่อนด้วยและถวายให้หลวงพ่อท่านเช็ดหน้า-ตา และศรีษะ เมื่อเช็ดเสร็จต่างคนต่างก็เอามาอวดกันว่าใครจะมีสีแดงมากกว่ากัน ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจที่ฝุ่นมันมากขนาดผ้าเกือบไม่มีสีขาว มีแต่สีแดงเท่านั้น  ส่วนผมก็สังเกตุผ้าของหลวงพ่อปรากฏว่าไม่มีฝุ่นสีแดงติดเลยแม้แต่นิดเดียว จึงพูดขึ้นและชี้ให้ทุกคนดูสิ่งอัศจรรย์ที่เห็นส่วนหลวงพ่อท่านก็ได้แต่ ยิ้ม  ผมจึงรายงานท่านว่า ผมสงสัยว่ารถของหลวงพ่อนี้ไม่ควรขึ้นมาได้เพราะเป็นรถตู้ และเครื่องทำงานแค่ ๓ สูบเท่านั้น และผมคิดว่ารถคันนี้น่าจะลอยมามากกว่าเพราะรอยยางไม่มีเลยที่พื้นถนน  และเล่าถึงทาง ๓ แพ่ง ที่ผมอธิษฐานถามพระว่าไปทางไหนดีเพราะมันไม่เห็นรอยยางรถ หลวงพ่อท่านก็ได้แต่หัวเราะกับยิ้ม ผมก็เลยพูดต่อว่า  "ผมอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่รถของผมนั่งมา ๗ คน และแต่ละคนน้ำหนักมากๆ ทั้งนั้น ผมเองตัวเบาที่สุดเวลาขึ้นทางชันต้องช่วยกันเข็นทุกที ไม่รู้มันขึ้นมาได้อย่างไร หากมากันเองโดยไม่มีหลวงพ่อมาด้วยแม้รถเปล่าๆ ไม่มีคนนั่งเลย ก็ไม่มีทางขึ้นมาได้ หลวงพ่อท่านจึงพูดว่า คนช่วยเข็นบานเลย ผมก็ยังโง่ตามเคยตอบว่า ครับ ต้องลงมาช่วยกันเข็นทุกที ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่เทวดาทั้งนั้น ผมจึงถึงบางอ้อตอนนี้เอง หมดสงสัยว่าเหตุใดรถ ๒ คันนี้จึงขึ้นมาได้

   - ผมจึงสรุปว่า รถของหลวงพ่อนี่ เทวดาท่านต้องช่วยกัน แบกขึ้นมาตลอดทางแน่ๆ หลวงพ่อท่านเล่าให้ผมฟังในวันต่อมาว่า ขาลงดอยรถท่าน เวลาวิ่งลงล้อหน้า ๒ ล้อ มันลอยอยู่ตลอดเวลาจนถึงตีนเขา ก็แสดงว่า เทวดาท่านแบกรถของท่านลงมาอีกเช่นเคย เ รื่องอย่างนี้ท่านเคยเห็นที่ไหนบ้างถ้าเคยพบเห็นที่ไหน กรุณาเล่าให้ผมฟังบ้าง...สาธุ


เรื่อง อีสานแดน ผกค., หลวงพ่อถูกพวก ผกค. ล้อม, หลวงพ่ออยู่กลางดง ผกค.

- ในระหว่างปี ๑๗-๑๙ นี้ ผกค.ในภาคนี้กำลังดังมาก เขาสามารถยึดเทือกเขาทั้งแถบ และหมู่บ้านบริเวณนั้นเป็นฐานของเขาได้เกือบทั้งหมด  ...ด้วยความกลัว รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม  แต่ค่อนข้างจะช้าไปเพราะนอกจากเขาจะไม่กลัวทหารแล้ว  เขายังท้าทายให้พวกทหารโจมตีเขาด้วย เช่น ที่ภูพานเป็นต้น และอำเภอที่เขามีอิทธิพลมากคือ อำเภอนาแก ใครจะผ่านเข้าออกต้องระวังตัวให้ดีส่วนเวลากลางคืนแถบนั้นจะไม่มีรถกล้าวิ่ง ผ่านเลย ตลอดแนวทางถึงจังหวัดนครพนม  แต่หลวงพ่อท่านก็พาคณะของท่านวิ่งผ่านมาในเวลากลางคืน  พวกที่ไม่รู้เรื่องหรือไม่รู้เลยก็สบายใจแต่พวกรู้มากนี่มันยากนานจริงๆ รู้มากก็อุปทานมาก-ทุกข์มาก-กลัวมาก  ส่วนหลวงพ่อท่านกลับเฉยๆ เราก็เลยต้องทำกายเราให้เฉยตามท่าน แต่ใจนั้นมันไม่ยอมเฉยตามกาย ฟุ้งซ่าน ตลอดทางพวกที่ไม่รู้เรื่องนี่ดีมาก เพราะเขานั่งหลับตลอดทาง  ดังนั้นจึงต้องพึ่ง คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยจับอานาปานุสติเพื่อให้หายฟุ้ง ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ จับภาพกสิณพระไว้ในอกบ้าง บนศรีษะบ้าง หรือภาวนาไปบ้าง ว่าคาถาต่างๆ ไปบ้างพิจารณามรณานุสติและอนุสติอื่นๆ ไปบ้าง มันก็ช่วยให้หายฟุ้ง หายกลัวไปได้ในที่สุด  ผมสังเกตุดูว่าจะมีรถคันอื่นตามมาบ้างไหม ปรากฏว่าไม่มี มีแต่รถของเราคันเดียวจริงๆ ที่วิ่งมาจนพ้นเขตอันตรายคือเข้าสู่ตัวเมือง ต้องใช้เวลาวิ่งผ่านดง ผกค. เป็นเวลาหลายชั่วโมง และหากจำไม่ผิด  ...ท่านสั่งให้รถวิ่งผ่าน ตอนกลางคืนนี้ ๒ หรือ ๓ ครั้ง ในสมัยนั้นไม่มีรถเป็นขบวนแบบนี้  โดยมากมีแค่คันเดียว (เช่าเขามา) อย่างมากก็ ๒ คัน

"หลวงพ่อถูกพวก ผกค. ล้อม"...มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อได้พาพระสุปฏิปันโนหลายองค์ไปเป็นกำลังใจให้กับทหาร  ที่ประจำอยู่แถบเทือกเขาภูพาน ใช้ ฮ.ถึง ๓ ลำ  เพราะท่านมาหลายองค์หลวงพ่อให้แยกกันนั่งลำละ ๒-๓ องค์  เพราะมีนายทหารชั้นบิ๊กๆ ติดตามมาด้วยหลายคนแต่คนที่ใกล้ชิดหลวงพ่อมากที่สุด คือ พล.ท.ยุทธศิลป์ เกสรสุข (ยศในขณะนั้นเป็น พล.ต.) การบินบินระยะยาวจำเป็นต้องหยุดลงเติมน้ำมันก่อน จุดนัดพบคือสนามโรงเรียนแห่งหนึ่งของอำเภอนาแก ปรากฏว่า ฮ.ทั้ง ๓ ลำลงแล้วตั้งนาน รถน้ำมันยังไม่มา ทุกคนยกเว้นพระต่างกระสับกระส่าย เพราะมีคนหน้าตาแปลกๆ ออกมาจากบริเวณนั้นจำนวนมากขึ้นๆ จนล้อม ฮ.ทั้ง ๓ ลำไว้หมด หลวงพ่อท่านก็สั่งผมว่า ให้ทุกคนที่ร่วมโดยสารไปด้วยลงจาก ฮ. และเอาของที่จะไปแจกทหาร ออกมาแจกชาวบ้าน ให้เอาพวกขนมก่อนและพยายามชวนพวกชาวบ้านคุยไว้ ทุกคนเมื่อเข้าใจคำสั่ง ก็โดดลงคว้าถุงขนมปังบ้าง ขนมอื่นบ้างมาม่าบ้างติดมือลงไป เดินเข้าไปหาชาวบ้านชวนเขาคุยตามอัธยาศัย พร้อมกับแจกขนมไปด้วยกับพวกเด็กๆ  ...ที่มีอยู่ไม่น้อย และชี้ให้พวกผู้ใหญ่ดูพระว่า พระท่านโดยสารมาด้วย ให้พยายามหาเรื่องคุยไว้  เมื่อเราคุยไปสักพักใหญ่ๆ จึงมีรถทหารลากถังน้ำมันมา แล้วรีบเติมให้กับ ฮ. ทั้ง ๓ ลำผมก็เลี่ยงไปฟังข่าวว่าเพราะอะไรจึงมาช้า ทั้งๆ ที่วิทยุนัดกันอย่างดีแล้ว คำตอบก็คือ เมื่อคืนนี้ฝนตกถนนลื่น ขับรีบร้อนไปหน่อยจึงใหลลงไปอยู่ในคู กว่าจะเอาขึ้นมาได้เลยช้าไปหน่อย (ช้ามากๆ ทีเดียว)เหตุการณ์ครั้งนี้หวาดเสียวมาก เพราะอยู่ในถิ่นของ ผกค. ที่เขาระบายสีสดเอาไว้ในแผนที่ และเมื่อเร็วๆนี้ เขาก็จัดการกับพวกตำรวจ ทหารโดยการโยนระเบิดมือใส่ ทำให้มีการเสียชีวิตกันหลายคนยิ่งรู้มากก็ยิ่งเสียวมาก ผมยังเดาไม่ถูกว่า หากไม่มีหลวงพ่อท่านมาด้วยอะไรจะเกิดขึ้น เวลาที่ ฮ.บินก็บินแบบยุทธวิธี คือ ๓ ลำ ไม่บินเป็นหน้ากระดาน แต่ให้ทิ้งระยะกันพอเห็นลำ และเวลาบินก็ให้บินเปลี่ยนระดับกันอยู่เสมอคือ เดี๋ยวลำหนึ่งขึ้นสูง อีกลำลงต่ำ สลับกันตลอดทางเพราะข้างล่างที่บินผ่านมีแต่พวกเขาทั้งนั้น

หลวง พ่ออยู่กลางดง ผกค...ที่ผมไม่ลงวันเดือนปีนั้น เพราะจำไม่ได้แน่นอนเนื่องจากเวลาผ่านไป ๑๐ กว่าปีแล้ว และไปหลายครั้งเหลือเกิน การบินด้วย ฮ. ก็บินเข้าเขตนั้นเข้าจังหวัดนี้ จน งง..ไม่รู้ว่าอยู่ในเขตจังหวัดอะไรอะไรกันแน่ จึงขอเล่ารวมๆ ว่า เป็นจังหวัดภาคอีสานก็แล้วกัน

   - การบินไปด้วย ฮ. ครั้งนั้น เป็น ฮ.ของตำรวจ บินไปลำเดียว มีพระ ๒ องค์ คือหลวงพ่อกับหลวงปู่ธรรมชัยและผม ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไม ฮ. จึงบินลงไปอยู่กลางดงของ ผกค.อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงนั้นเป็นเวลาเพลพอดี นักบินท่านรู้ว่าพระท่านจะต้องฉันเพลเลยหาที่บินลงสักครู่เพื่อให้ท่านฉัน  พอ ฮ. จอด ผมก็โดดลงให้ตำรวจที่มาด้วยปูเสื่อแล้วผมก็นิมนต์ให้หลวงพ่อกับหลวงปู่นั่ง และถวายปินโตอาหารที่เตรียมมาด้วยเมื่อเสร็จภาระของผมแล้ว จึงหันมาดูสถานที่รอบๆ บริเวณที่ท่านฉัน  ก็ตกใจเพราะ ไม่ทราบว่าคนมาจากที่ไหนตอน ฮ.ลงไม่เห็นมีคน แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียว มันแห่กันมาจากไหน ชักใจไม่ดี แต่สังเกตุดูหลวงพ่อกับหลวงปู่ก็เห็นท่านนั่งฉันกันเป็นปกติ ผมจึงบอกตำรวจที่มาด้วย ให้คอยดูแลพระแทนผมที่แล้วผมก็เลี่ยงออกมายืนดูสถานการณ์อยู่รอบนอก พอเดินห่างออกมาจากที่ๆ หลวงพ่อท่านกำลังฉันเพลอยู่ ประมาณ ๓๐ เมตร ผมก็ต้องสะดุ้งตกใจอีกเป็นครั้งที่ ๒  เพราะมีกลุ่มคนจำนวนมากมายืนออกันอยู่ ๑ วง ล้อมเป็นวงที่ ๒ ขณะนั้นบังเอิญเหลือบไปเห็น ตำรวจที่มาด้วยกันยืนอยู่ในที่นั้น  จึงเดินเข้าไปถามเขาว่าที่นี่มันที่ไหน แล้วทำไมคนมาล้อมพวกเราไว้แบบนี้ ..ตำรวจผู้นั้น คงรู้เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาดี อธิบายว่า ที่ลงมานี้เป็นหมู่บ้านของพวก ผกค.ซึ่งกำลังมีใจรวนเร  คือไม่แน่ใจว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลดี หรือฝ่าย ผกค.ดี เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนั้นสับสน อเมริกาแพ้ญวน ญวนรุกเอาเขมรและลาวไว้ได้หมดพวกลาวซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็หนีข้ามมาอยู่ฝั่ง ไทยจำนวนมาก ผมเข้าใจว่า หลวงพ่อท่าน มาลงจุดนี้เพราะเหตุนี้เอง ตำรวจผู้นั้นได้อธิบายว่า พวกนี้เขาแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ตามกำลังใจ

     - กลุ่มที่ ๑ ที่อยู่รอบๆ หลวงพ่อนั้นไม่มีอันตราย เพราะเขาเคารพพระ อยากกราบพระจึงไม่ใช่ ผกค. แน่ที่ต้องมาอยู่ก็เพราะสถานการณ์บังคับหรือจำใจ

     - กลุ่มที่ ๒ ห่างออกมา ๓๐ เมตร กลุ่มนี้กำลังลังเลไม่แน่ใจ หรือสองจิตสองใจ ใครจะพูดอะไรให้ฟังก็มักจะคล้อยตามเขา ขาดการพิจารณาหรือปัญญา เป็นพวกแนวร่วม

     - กลุ่มที่ ๓ ยังมีอีก ตำรวจชี้ให้ผมดู อยู่ห่างออกไปประมาณ ๖๐ เมตร ไม่ค่อยจะเห็นตัวเขาเพราะมีจำนวนน้อย เป็นพวกอุดมการณ์ซึ่งมาคอยยุแหยุชาวบ้าน หรือตัวแสบนั่นเอง

   - เมื่อได้รับข้อมูลจากตำรวจแล้ว ก็ใจชื้นขึ้นมาก รีบกลับไปหาหลวงพ่อ ก็พอดีท่านฉันเสร็จหลวงพ่อท่านไม่ปล่อยให้เวลาว่างเลย ท่านขอโต๊ะ ๑ ตัว (ให้ตำรวจขอจากชาวบ้าน) ท่านขึ้นยืนบนโต๊ะจับไมโครโฟนแบบมือถือ (ใช้ถ่านไฟฉาย)...(ต่อ)
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
...มีลำโพงในตัว ขึ้นปราศรัยกับชาวบ้านที่มาล้อมท่านอยู่ ท่านพูดได้จับใจจริงๆ เราฟังแล้วยังขนลุกด้วยปิติ ผมจึงขอเอาแต่ใจมาเล่าให้ฟังต่อดังนี้

- "พี่น้องชาวไทย และชาวลาวที่รักทุกท่าน ที่อาตมามาหาพวกท่านในวันนี้  จุดประสงค์เพื่อจะชี้แจงข้อเท็จจริง ให้กับทุกท่าน ทราบถึง ลัทธิที่ใช้หลอกลวงชาวบ้าน คือพวก ผกค.เขาพยามยามมาพูดหลอดพวกท่านว่า รัฐบาลกดขี่ท่าน เอาเปรียบท่าน ส่วนเขาเป็นพวกมาช่วยเหลือท่านให้ออกจากแอก หรือปลดแอกให้กับพวกท่าน โดยให้สัญญากับพวกท่านว่าเขาจะให้ที่ดินท่านทำกิน คนละเท่านั้นเท่านี้ มีกินมีใช้อย่างสมบูรณ์  แต่ขณะนี้เขากำลังดำเนินการจึงต้องขอให้พวกท่านช่วยพวกเขาก่อน  ขอให้พวกท่านแบ่งข้าง- หมู-ไก่ และอาหหารอื่นๆ ของพวกท่านไปเกือบทุกๆ เดือนเพื่อพวกเขา เขาทำอย่างนี้มากี่ปีแล้ว พวกท่านยังจำได้ไหมว่าเขาเอาของท่านไปจำนวนเท่าใดแล้ว หากคิดเป็นเงินก็นับว่ามากโข แล้วเขาเคยนำอะไรมาให้กับพวกท่านบ้าง เคยบ้างไหมที่เขานำมาให้ท่าน ถ้าคนไหนขัดขืน เขาก็ว่าเป็นคนโง่ไม่มีอุดมการณ์ แล้วหาทางทำร้ายหรือฆ่าทิ้งเสีย ท่านลองใช้ปัญญา พิจารณาดูว่าอาตมาพูดนี้จริงไหม เขาโกหกหลอกลวงพวกท่านมาตลอดเวลา  ข้อเท็จจริงที่พวกท่านเห็นๆ อยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ  ...พวกชาวลาวพี่น้องของเรา ก็ถูกเขาหลอกแบบนี้มาตลอด พอเขายึดลาวได้แล้ว เขาให้ตามที่เขาสัญญาหรือเปล่าไม่เชื่อให้ถามชาวลาว ที่หนีความตายข้ามมาอยู่ฝั่งเราว่า เป็นจริงตามที่เขาก็มาเอาไปเกือบหมดอาตมาพูดหรือเปล่า ถ้าอาตมาพูดไม่จริง ชาวลาวก็คงไม่หนีตายมาอยู่ฝั่งไทย เท่าที่อาตมาทราบเขากดขี่ข่มเหงชาวบ้านหนักขึ้น เขาต้องการอะไร เขาก็หยิบเอาไป ข้าว-หมู- ไก่-เป็ด-พืชผักที่เราปลูกเราเลี้ยงเกือบตาย  อ้างอุดมการณ์อันอุบาทว์ของเขาบังหน้า เราทำเท่าใดเขาก็มาบังคับเอาไปหมดคนลาวจึงต้องหนีตายมาอยู่ฝั่งไทย ท่านถามพวกเขาได้ว่าจริงไหม"  ผมสังเกตุว่า ขณะที่หลวงพ่อท่านพูดตามใจความที่ผมพอจะจำได้ข้างบนนี้ (ส่วนของจริงนั้น เพราะจับใจ และมีมากกว่านี้มากนัก) ผลก็คือพวกกลุ่มที่ ๒ (๓๐ เมตร) ก็เข้ามารวมกับกลุ่มที่ ๑ พวกกลุ่มที่ ๓ ก็เคลื่อนที่เข้ามาแทนกลุมที่ ๒ แล้วก็สลายตัวหมดมาเหลือกลุ่มเดียว คือ หมดสังสัยในตัวท่าน หมดสังสัยว่าถูกพวก ผกค.หลอกมานานตาเพิ่งจะสว่างวันนี้เอง  เพราะมีหลวงพ่อมาโปรด ให้ทราบความจริง

- ผมอยากจะตั้งคำถามว่า มีพระองค์ใดบ้างในประเทศไทยนี้ที่กล้าทำ กล้าเสี่ยง แบบนี้ หากผมไม่นำมาเล่าพวกท่านก็คงไม่รู้  ส่วนองค์หลวงพ่อท่านเป็นพระเต็มองค์ ท่านทำอะไรก็เพื่อส่วนรวมเพื่อพี่น้องชาวไทย-ชาวลาวที่กำลังมีปัญหา (ทุกข์) และเพื่อชาติ- ศาสนา-และพระมหากษัตริย์ ท่านไม่เคยทำเพื่อตัวเอง ...ไหนก็พูดเรื่อง ฮ.และการเสี่ยงตายของหลวงพ่อท่าน ผมก็นึกถึงเหตุการณ์ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก(ไม่ใช่เขตอีสาน) ซึ่งติดกับเขตพม่า หากไม่รีบเขียน ประเดี๋ยวคงเป็นอนิจจังไป จึงขออนุญาตเล่าให้ฟังเสียเลย

"หมู่บ้านที่ไม่มีคน" ...การสร้างทางจากแม่สอด  เพื่อจะไปทะลุ กาญจนบุรีนั้นำเป็นเพราะเป็นทางยุทธศาสตร์ พวก ผกค. เขาจะเดินตามสันเขา คณะของหลวงพ่อซึ่งอาศัย ฮ.ของทหารได้บินสำรวจทางเดินของ ผกค.ทหารชี้ให้ดูว่าพวกเขาเดินกัน โดยไม่ต้องลงที่ราบเลย จากลาวข้ามมาพม่า  เพราะอาศัยสันเขาที่เชื่อมต่อกันมาตลอด ถ้าไม่ได้เห็นเองด้วยตาแล้วก็คงไม่เชื่อ เราใช้ ฮ. บินลงไปใกล้ๆ สันเขา จะเห็นทางเดินซึ่งเดินกันประจำเป็นปกติจนต้นไม้และหญ้าตาย ทำให้เกิดเป็นทางเท้าขึ้นอย่างถาวรถนนยุทธศาสตร์จึงจำเป็นต้องสร้าง คนที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าเป็นการทำลายป่า ในตอนนั้น สถานการณ์แบบนั้นเราจะรักษาป่าไว้เพื่อให้ ผกค.อยู่ หรือจะยอมให้สูญชาติ คิดแค่นี้ก็ได้คำตอบ ดังนั้น การสร้างทางจากแม่สอดไปกาญจนบุรีจึงเริ่มขึ้นด้วยชีวิต และเลือดเนื้อของตำรวจ และทหาร  หน้าที่สร้างทางเป็นของหน่วยทหารช่างโดยตรง จุดนี้แหละที่หลวงพ่อท่านมุ่งตรงไปให้กำลังใจคณะของหลวงพ่ออาศัยวัดเป็นที่ พัก  ...ผมจำได้ว่าเที่ยวนั้น ผมนอนมุ้งเดียวกันกับ พล.ร.ท.จินดา วุฑฒกนก (อดีตเจ้ากรมอู่ทหารเรือ) ซึ่งติดตามหลวงพ่อบ่อยๆ ตอนที่ท่านพอปลีกตัวมาได้ (เพราะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมาก)

- ในเที่ยวนั้น ผมเองไม่ทราบรายละเอียดนัก เขาให้ขึ้น ฮ. ไปกลับหลวงพ่อและหลวงปู่ธรรมชัยกับคณะทหารบินตรงไปยังจุดที่ไม่เปิดเผย (โดยติดตอกันทางวิทยุ) เมื่อ ฮ. บินไปยังจุดนัดพบก็ลงจอดที่กลางหมู่บ้านหนึ่ง  ซึ่งผมเองแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบว่าชื่ออะไร  เมื่อ ฮ. จอดสนิทหลวงพ่อและหลวงปู่ธรรมชัยก็ลง  แล้วเดินไปนั่งอยู่บนศาลาพักที่ค่อนข้างจะใหญ่โตมีที่นั่งจุคนได้หลายสิบคน  แต่ผมสังเกตุว่า ทำไมจึงไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว  พยายามเดินหาจนถึงขนาดวิ่งหารอบๆ บริเวณยังไม่พบ แม้แต่หมู-หมา-กา-ไก่ ก็ไม่พบเห็นบ้านอยู่หลายบ้านติดต่อกันมีรั้ว มีสวนครัวแต่หาคนไม่ได้ ชักใจไม่ดี  บังเอิญตาไปเห็นบั้นท้าย ของคนๆ หนึ่ง โผล่ออกมาจากพุ่มไม้  ก็เลยวิ่งไปจับบั้นท้ายนั้น (ผู้ชายครับ ไม่ใช่ผู้หญิง) แล้วถามเขาว่า คุณๆ ทำไมคุณต้องมาหลบๆ ซ่อนๆ ตัวอยู่แบบนี้ เขาหันมาเห็นผม เขาก็ยิ้มแยกเขี้ยว (ยิ้มแหงๆ หรือจะเรียกยิ้มแห้งๆ ก็ได้) ผมก็พูดขึ้นว่า พระท่าน อุตส่าห์มาเยี่ยมพวกคุณจนถึงบ้านแล้วทำไมจึงปล่อยให้ท่านนั่งรอ  เขาหน้าตาดีขึ้น พูดกับผมว่า ผมไม่ทราบว่า ฮ.ฝ่ายไหนมาลง ผมเลยถามว่านี่แสดงว่าเคยมี ฮ.ฝ่ายตรงข้ามมาลงด้วยใช่ไหม  ...เขาตอบว่า ครับ ผมเลยบอกเขาว่า เร็วๆ เข้า คุณรีบไปตามชาวบ้านมา ช่วยบอกเขาด้วยว่าหลวงพ่อมาเยี่ยมมีของดีมาแจกด้วย เท่านั้นเองได้ผล ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ทราบว่าคนมาจากไหนเต็มศาลาเลย

- หากเอาเหตุการณ์นี้มาพิจารณา ก็จะพบว่า การมาครั้งนี้ของหลวงพ่อท่านเสี่ยงจริงๆ แต่ที่ท่านกล้ามา ก็เพราะท่านรู้ว่าไม่มีอะไร และมาแล้วจะได้ประโยชน์ ท่านจึงมา (ด้วยปฏิสัมภิทาญาน) ส่วนตัวผมคิดแล้วเสียวสันหลัง คือตอนที่ผมเดินบ้าง วิ่งบ้างไปตามหาคนคนที่แอบซุ่มอยู่บริเวณนั้นเขาเห็นผม แต่ผมไม่เห็นเขา หากเขาคิดไม่ดีกับผม ผมก็คงสบายใจแล้วตอนนั้น

- หลวงพ่อท่านไปไหน ก็มีแต่เมตตากับกรุณาชาวบ้าน พูดให้กำลังใจแก่เขา ให้เขาเกิดความรักชาติ บ้านเมืองไม่หลงตามคำโฆษณาของพวก ผกค. และแจกเหรียญแจกพระ หรือวัตถุมงคลให้กับพวกเขาไว้เป็นกำลังใจโดยทั่วกัน   หากมีของอื่นมาแจกก็เอามาด้วย หรือฝากพวกทหารให้ไปช่วยมาแจกแทนภายหลัง ท่านทำงานแบบนี้มาตลอดในระยะ ๓-๔ ปี ติดต่อกันนี้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น


- เมื่อเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ฮ. ความจำในอดีตเกี่ยวกับ ฮ.ก็ปรากฏกับจิต จึงขอเล่าเรื่อง ฮ.ต่อไปอีก

"ฮ.บินตอนกลางคืน" ...ความจริงกฏตายตัว ของทหารและตำรวจ เขาห้าม ฮ.บินตอนกลางคืนหากไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เรื่องโดยย่อมีดังนี้

- หลวงพ่อ-หลวงปู่ธรรมชัย และท่านหญิงวิภาวดี รังสิตไปเยี่ยมตำรวจ-ทหารทางภาคเหนือ  ตามแนวเขตแดนเชียงรายต่อกับพม่าและลาว ขากลับพวกมาพวกมารถ ให้กลับทางรถไปก่อน ส่วนหลวงพ่อ-หลวงปู่ธรรมชัย ท่านหญิง และผมกับผู้ติดตาท่านหญิง กลับทาง ฮ.โดยบินยาวจากเชียงรายมาจังหวัดตาก และแวะพักตามจุดนัดพบ(พร้อมกับพวกที่มาทางรถยนต์ก่อน) ที่เขื่อนภูมิพล ผมคุยกับนักบิน ฮ.ของตำรวจว่า ระยะบินนี้ไกลพอดูจะใช้เวลาสักกี่ชั่วโมง เขาตอบว่า ๒ ชั่วโมง เพราะเราบินตัดตรง ผมถามเรื่องน้ำมันต้องแวะเติมไหมเขาบอกว่าไม่ต้องแวะ คณะของหลวงพ่อและท่านหญิง จะต้องถึงสนามบิน จ.ตาก ก่อน ๑๘.๐๐ น. เพราะสนามบินจะปิดเวลา ๑๘.๐๐ น. คือปิดการสื่อสารทั้งหมด เมื่อเราออกบินก็เผื่อไว้แล้ว ๓๐ นาที คือออก ๑๕.๓๐ น. แต่พอบินมาได้ถึง จ.น่าน ก็เจอพายุฝนตกหนัก ฮ. ต้องบินช้าลงกว่าปกติมาก พอฝนหยุดพระอาทิตย์ท่านก็อำลาไปด้วย เวลาก็เกิน ๑๘.๐๐ น.แล้ว สนามบินก็ปิดติดต่อไม่ได้อีก เมื่อพระอาทิตย์ตกความมืดก็เข้ามาแทน มันมืดจริงๆ มืดจนไม่เห็นแสงอะไรเลยเบื้องล่าง (ขณะนั้นทั้งแพร่และน่าน เต็มไปด้วยผกค.) ฮ.บินอยู่ในความมืดสนิทเป็นชั่วโมง ทำให้ผมจิตฟุ้งซ่านมาก  เพราะกลัวว่าจะบินเลยเข้าไปในเขตพม่าบ้าง ลาวบ้าง เพราะไม่เห็นแสงไฟเลยตลอดเวลาที่บิน (หลังพระอาทิตย์ตก)  ...โชคดีที่มีหลวงพ่อท่านนั่งอยู่ด้วย ส่วนอีกลำหนึ่งท่านหญิง (วิภาวดี รังสิต) กับหลวงปู่ธรรมชัยสิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดคือ น้ำมันเครื่องบินจะหมด  เพราะตัวรู้มากยากนาน (รู้ไม่จริง-รู้ไม่หมด) ปกติเราบินแค่ ๒ ชั่วโมง ก็ต้องเติมน้ำมันกัน นี่กว่า ๓ ชั่วโมงแล้ว ยิ่งคิดยิ่งทุกข์  เพราะความกลัว(ตาย) ตอนนั้นไม่ทราบว่า ธรรมะข้อสุดท้ายในพรหมวิหารสี่หายไปไหน (อุเบกขา) เพิ่งจะมาคิดออกเอาตอนนั้นเองว่า ธรรมะเป็นของสงบ หากจิตไม่สงบธรรมะไม่เกิดกับจิตตัวฟุ้งซ่านเป็นนิวรณ์ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง (เกิดความโง่) ตัวธรรมดาหรือธรรมะจึงไม่เกิดและหากเราหมดความกลัว (ตาย) หรือหมดความหวั่นไหว เราก็ต้องเป็นพพระอรหันต์เสียก่อน จึงเป็นของธรรมดาสำหรับคนที่ยังไม่หมดกิเลสย่อมยังมีความกลัวตาย และยังมีความหวั่นไหวอยู่เป็นปกติ

- พอจิตสงบ ตาก็มองเห็นแสงสว่างจึงร้องถามนักบินว่า ถึงตากแล้วใช่ไหม นักบินก็ตอบว่าใช่แต่ความดีใจเกิดได้นิดเดียวก็ต้องดับไป  เพราะฝนเริ่มตก นักบินเริ่มปรึกษากันรวมทั้งใช้วิทยุติดต่อกับอีกลำหนึ่งว่า ไม่สามารถลงสนามบินได้ เพราะเขาปิดไฟหมด ไม่ยอมรับการติดต่อฝนก็ตก สิ่งที่น่ากลัวก็คือ สายไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งมีอยู่มากมายในบริเวณนั้นหากบินเข้าไปโดนเข้าเพียงนิดเดียว ฮ. ก็จะระเบิดทันที เห็นตำรวจเอาสายรัดตัวไว้ เปิดประตูข้างของ ฮ. ออก...เปิดสปอตไลท์ส่องดูบริเวณที่ ฮ.จะลงได้ ตัวแกแกว่งไปมาน่ากลัวมาก ประเดี๋ยวก็บอกว่า ระวังข้างซ้ายสายไฟฟ้าแรงสูง เดี๋ยวก็ตะโกนว่า ระวังขวา สายไป น่ากลัวจริงๆ จนที่สุดก็ลงได้ คือลงมันกลางทุ่งนานั่นเองทั้ง ๒ ลำ หลวงพ่อรอสักครู่ ก็มีรถจิปวิ่งมารับ ผู้มาในรถคือ พล.ร.อ.จิตข์ สังขดุลย์ท่านเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ท่านบอกว่า เห็นแล้วหวาดเสียวเหลือเกิน ผมได้ยินท่านให้พร นักบินตำรวจ เสียยาวเหยียดว่า "ทำไมเอาหลวงพ่อ-หลวงปู่ และท่านหญิงมาแบบเสี่ยงๆ เช่นนี้"  นักบินก็ต้องอธิบายให้ท่านฟังว่า เป็นเหตุสุดวิสย ไม่คิดว่าจะติดฝน ติดพายุจึงทำให้ต้องบินมาถึงตอนกลางคืน ผมก็รู้สึกเหนื่อยแทนนักบิน และเหนื่อยแทนท่านปลัดกระทรวงด้วยและได้รับทราบจากนักบินภายหลังว่า น้ำมันหมดพอดี หากยังชักช้ากว่านี้ อีกนิดเดียว มีหวัง ผมว่าโอกาสดีๆ แบบนี้คงจะหายากเต็มที แต่โดยจิตของผม ผมว่าที่โชคดีมาโดยตลอด ก็เพราะบารมีหลวงพ่อและหลวงปู่ธรรมชัยโดยมีองค์สมเด็จท่านคุมอยู่ตลอด ทาง...สาธุ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
เรื่อง "หลวงพ่อของเรา"   โดย ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา นุตาลัย / ลูกศิษย์ยันทึก ๑ / ๓๒๙

- เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ผู้เขียนมีความประสงค์จะบันทึกคุณวิเศษบางส่วน ของหลวงพ่อของเราให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายได้ชุ่มชื่นใจ ในคุณความดีอันยอดยิ่งของท่านที่คุ้มหัวเราอยู่ท่านที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์จะ อ่านก็ได้  ผู้เขียนก็หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง ส่วนคนพาล ห้ามอ่านเด็ดขาด เพราะวิสัยของคนพาลก็ย่อมมีทุคติ เป็นเบื้องหน้าอยู่แล้วอย่าได้มาหาโทษใส่ตนเพิ่มขึ้นอีกเลย หลายๆ เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังนี้ก็คงเป็นอจินไตยสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ฌาน และไม่มีญาณที่เกิดจากอำนาจฌาน ก็ขอให้ฟังหูไว้หูพลางๆ ก่อน

- "หลวงพ่อเป็นพระขนาดไหน" ...ใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน และหนังสือมโนมยิทธิและประวัติของฉัน ก็คงจะพอรู้ประวัติ และปฏิปทาหลวงพ่อแล้ว  ทีนี้ลองมาฟังพระผู้ใหญ่บางท่านพูดถึงหลวงพ่อดูบ้าง หลวงปู่บุดดา ถาวโร เคยปรารภถึงหลวงพ่อของเราเมื่อเปรียบกับท่านเองไว้ดังนี้ .."หลวงปู่นะเหมือนหิ่งห้อย หลวงพ่อมหาวีระนั้นเหมือนพระอาทิตย์" เป็นไงครับท่านผู้อ่านพอรู้ขนาดตังท่านเองบ้างหรือยัง  ถ้าพระสุปฏิปันโนขนาดหลวงปู่บุดดา เปรียบได้แต่หิ่งห้อย  เราท่านทั้งหลายก็คงเป็นแค่ไรน้ำที่ติดใจพระอาทิตย์กระมัง หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ)บอกว่า "หลวงพ่อมหาวีระนั้น ท่านเป็นโลกวิทู แจ้งทั้งโลก แจ้งทั้งธรรม" ชัดเจนไหมครับหลวงปู่คำแสนเล็ก ท่านบอกว่า "หลวงปู่ บวชมา ๖๐ กว่าพรรษาเข้านี่แล้วยังไม่เคยพบพระองค์ไหนเหมือนหลวงพ่อ"

- เมื่อตอนปลายปี ๒๕๑๗ หลวงพ่อต้องมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ  ผู้เขียนได้มานอนเฝ้า ท่านอยู่ตอนกลางคืนท่านก็รับแขกญาติโยม หมอและพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ (สมัยนั้นพี่หมอสมศักดิ์ดูเหมือนจะเป็นรองผู้อำนวยการ) หลวงพ่อท่านก็เล่าเรื่องหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ให้ฟัง ท่านว่า "หลวงพ่อกบนั้น เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ทรงสมาบัติแปดตลอด ท่านจึงไม่รู้ร้อนรู้หนาว"   ตัวผู้เขียนเองนั้นสังสัยหลวงพ่อมานานแล้ว และก็ถกเถียงกับลูกศิษย์หลายๆ ท่านเรื่อยมา
ท่านที่อ่านหนังสือประวัติ หลวงพ่อปาน ก็จะอ้างว่า หลวงพ่อทรงวิชาสามแน่นอน  แต่ผู้เขียนว่าไม่ใช่เพราะหลวงพ่อทรงสมาบัติแปดตั้งแต่พรรษาแรก ...และผู้ที่ทรงสมาบัติแปดนั้น สามารถจะเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณได้ภายใน ๗ วัน พอแขกกลับไปหมดแล้ว ผู้เขียนก็มานอนคิดเปรียบเทียบหลวงพ่อกบนั้นท่านทรงสมาบัติแปดท่าน  ก็เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ หลวงพ่อของเรานั้นบารมีเดิมท่านเป็นพุทธภูมิวิริยาธิกะ อีก ๗ ชาติบารมีจะเต็ม และก็ทรงสมาบัติแปด ตั้งแต่พรรษาแรกที่บวชเมื่อท่านลาพุทธภูมิ (เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔) แล้ว ทุนเดิมมากมายเหลือเฟืออย่างนั้น ถ้าไม่ทรงปฏิสัมภิทาญาณแล้วจะเอาทุนเดิมไปซ่อนไว้ที่ไหน พอคิดออกก็แทบจะนอนไม่หลับรุ้งเช้าหกโมงเช้าหลวงพ่อตื่นแล้ว ผู้เขียนก็รีบเข้าไปกราบๆๆ แล้วเรียนท่านว่า "ผมรู้แล้วครับหลวงพ่อทรงปฏิสัมภิทาญาณแน่นอน" แล้วก็ให้เหตุผลกับท่าน ท่านก็บอกว่า "จับได้ไล่ทันก็แล้วไปจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ข้าก็ว่าของข้าไปเรื่อยๆ" แล้วท่านก็เมตตาเล่าให้ฟังว่าท่านสงสัยมาตั้งแต่บวชแล้ว เมื่อได้อ่านพบว่า ท่านพระกิมพิละ สำเร็จอรหนต์ปฏิสัมภิทาญาณ ทรงพระไตรปิฏกเมื่อมีดโกนจรดหนังศรีษะ เมื่อจะโกนผมบวช ท่านบอกว่า "ทรงพระไตรปิฏกเข้าไปได้ยังไงยังไม่ได้อ่านได้เรียนสักตัว" แต่เมื่อท่านสำเร็จเองแล้วถึงได้รู้ว่า"นึกจะรู้อะไรแล้วมันรู้หมด ความรู้มันเกิดขึ้นมาเอง นึกจะรู้ก็รู้" ...ตั้งแต่นั้นมา ผู้เขียนก็ทำตนเป็นฆ้องปากแตก เที่ยวได้บอกเขาเรื่อยไป จนกระทั่งหลวงพ่อบ่นว่า "ข้าปิดของข้ามาเป็นสิบกว่าปีไอ้เบี๊อกนี่มันเอามาบอกหมด" ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่สงสัยเลย (แต่จับใจมาก) เมื่อได้ยินท่านพูดว่า "ขึ้นชื่อว่าพระ (หรือคนก็ตาม) อย่าให้ฉันได้ยินชื่อ...รู้หมด"

- ทีนี้ขอเล่าเรื่องที่ผู้เขียนได้ประสบมาแล้วก็ไม่เคยกล้าเล่า...เมื่อผู้ เขียนฝึกมโนมยิทธิสำเร็จครั้งแรกเมื่อปลายปี ๒๑  ขอออกนอกเรื่องหน่อยนะครับเพราะฝึกกว่าจะได้ใช้เวลา ๓ คืน มิหนำซ้ำยังขี้เกียจฝึกฝนซักซ้อมเสียอีก ท่านทั้งหลายที่มาฝึกปุ๊บได้ปั๊บนั้นขอให้ภูมิใจได้ว่าจิตของท่านดีกว่าผู้ เขียนหลายเท่านัก กลับเข้าหาเรื่องล่ะครับ  เมื่อขึ้นไปถึงพระนิพพานได้แล้ว (ใครว่านิพพานสูญก็เชิญตามสบายนะครับเราไม่ว่ากันอยู่แล้ว) ความซนก็บังเกิด แอบไปดูวิมานหลวงพ่อ พอเห็นเข้าก็ตกใจ ทำไมถึงใหญ่โตอย่างนี้ใหญ่กว่าวิมานของสมเด็จองค์ปัจจุบันมาก เป็นไปได้ยังไง ความรู้ปรากฏแก่จิตในขณะที่คิดนั่นเองว่า เศรษฐีมีทรัพย์มากกว่าพระราชาได้ หลวงพ่อท่านสั่งสมบารมีมาสิบหกอสงไขยกับอีกแสนกัปวิมานก็ย่อมใหญ่เป็น ธรรมดา  ตั้งแต่นั้นมา ผู้เขียนก็ชอบแอบดูวิมานชาวบ้านเรื่อยมาจนนานๆ เข้าก็เลิกไปเองที่โบราณท่านว่าวาสนาบารมีแข่งไม่ได้นั้นมันจริงอย่างนี้

- ขอเล่าเรื่องฟังเทศน์ที่พระจุฬามณี ให้ฟังสักนิดราวกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๗....ผู้เขียนมาฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อที่ตึกขาว พอหมดเวลาหลวงพ่อก็บอกว่า "คุณปริญญา
ฉันเจออาจารย์คุณบนดาวดึงส์" ผู้เขียนได้ยินก็นึกไม่ออกว่าองค์ไหน  เพราะเวลานั้นผู้เขียนไปมาหาสู่กับพระอาจารย์หลายองค์ด้วยกันก็พอนึกๆ เอาเองว่า คงเป็นหลวงพ่อสิม  ดังนั้นพอผู้เขียนกลับไปถึงเชียงใหม่ก็รีบขึ้นไปถ้ำผาป่อง ไปถามหลวงปู่สิมว่า "วันนั้นหลวงพ่อขึ้นไปดาวดึงส์ใช่ไหม" หลวงปู่สิมถามว่า "ใครบอก" ผู้เขียนตอบว่า "หลวงพ่อมหาวีระบอก" หลวงปู่สิมขอดูรูปหลวงพ่อ ผู้เขียนก็นำขึ้นไปถวายและผู้เขียนก็เล่าให้ท่านฟังว่า หลวงพ่อมหาวีระบอกว่า "ฉันชอบหลวงพ่อสิมอยู่สองอย่างคือท่านเคารพพระพุทธเจ้าอย่างจริงใจ และท่านมีกตัญญูสูง" หลวงพ่อสิมก็ปรารภว่า "ท่านไม่รู้จักเรา ท่านยังสามารถรู้ในจิตในใจเราได้" หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า "พระทุกองค์ที่ได้ตั้งแต่วิชชาสาม จะขึ้นไปฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ ที่พระจุฬามณี ทุกวันพระ" และการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระจุฬามณี พระทั้งหลายก็จะนั่งเรียงลำดับใกล้ไกล จากพระพุทธองค์ ตามอริยผลอริยมรรค และกำลังฌานที่ได้ และตามบารมีที่สั่งสมมา

- หลังจากฝึกมโนมยิทธิได้แล้ว ผู้เขียนก็เคยขออธิษฐานขอดูลำดับพระมีชื่อเสียงหลายองค์ว่าท่านขนาดไหนกัน บ้าง  ...เมื่อท่านเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระจุฬามณี (ด้วยความอยากรู้เท่านั้นเอง) ทุกๆ ครั้งที่ขึ้นไปขอดูเห็นหลวงพ่ออยู่ชิดด้านขวาพระพุทธองค์เป็นเบอร์หนึ่ง ทุกที พระหลายองค์ที่มีชื่อเสียงท่านก็นั่งอยู่ในแถวพระอรหันต์ก็มี พระอนาคามีก็มีแต่ขอโทษทีบรรดาพวกจิตว่างท่านไปอยู่ไหนกันหมดก็ไม่ทราบ ไม่เคยเห็นสักที

- ปรารภเรื่อง จิตว่าง สักนิด หลวงพ่อท่านพูดทุกครั้งที่มีผู้มาถามเรื่องจิตว่าง ท่านบอกว่า "คำว่าจิตว่าง คือว่างจาก โลภะ โทสะ โมหะ แต่จิตไม่ว่างแบบไม่เสวยอารมณ์ใดๆ จิตว่างแบบนั้นมีเฉพาะพระอนาคามีและพระอรหันต์ที่เข้านิโรธสมาบัติเท่านั้น จิตคนทั่วไปต้องเสวยอารมณ์ เมื่อจิตละอกุศลจิตก็ยึดกุศล"

- ผู้เขียนขอยกคาถา ๔ ที่พวกจิตว่างส่วนใหญ่ยึดอยู่ (เอ๊ะ ถ้าจิตว่างก็ต้องไม่ยึดสิ)โดยไม่รู้จริงมาให้พิจารณาดูสักนิด พระบาลีที่ว่า "สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาวะ" นั้นหลวงพ่อท่านบอกว่า ควรจะแปลว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นโลกีย์วิสัย ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" ไม่ใช่ไม่ยึด แม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระนิพพาน ลองคิดพิจารณากันดูนะครับ

- กลับเข้าเรื่องใหม่นะครับ เมื่อผู้เขียนรู้เสียแล้วว่า หลวงพ่อท่านเป็นพระขนาดไหนความวางใจอย่างเต็มที่ในครูบาอาจารย์ก็ บริบูรณ์...และเป็นเหตุให้พระองค์ที่สิบทักเมื่อคราวฉลองวัด

- ผู้เขียนขอเอาความอวดดีของตัวมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่อง ที่จริงไอ้เรื่องมานะถือตัวอวดดีนั้นผู้เขียนไม่เป็นรองใคร ผู้เขียนถือตัวอยู่เสมอว่า มีอาจารย์ดีใครอย่าได้มาบอกบุญให้ทำที่วัดอื่นเลยใจมันไม่อยากทำ ถ้าทำก็เพราะเกรงใจคน ไม่ใช่เพราะอยากทำบุญผู้เขียนรู้ว่าเนื้อนาบุญของผู้เขียนนั้นเป็นอุดมมงคล แล้ว จะไปโง่ทำนาดอน นาแล้งทำไม  ตอนวันฉลองวัดก็รู้ๆ กันอยู่ (เพราะหลวงพ่อ บอกล่วงหน้า) ว่าจะมีพระชั้นเยี่ยมๆ มาวัดผู้เขียนไม่ได้ตื่นเต้นตามไปด้วยเลย เพราะเรารู้ของเราอยู่ว่าแค่นี้เราพอแล้ว พอผู้คนตื่นเต้นกันมากๆ ผู้เขียนก็ผสมโรงหลอกชาวบ้านว่า "ท่านพระโมคคัลลาน์ และท่านพระสารีบุตร มาที่อาคารเสริมศรีแล้วไปดูซิ (ที่จริงท่านนั่งพนมมือที่นั่นมาหลายปีแล้ว) ก็บอกเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้าน้อย (กานดาอมาตยกุล) มาบอกว่า "เธอไปดูซิ มีพระดีที่ศาลาหลังเก่าน่ะ" ผู้เขียนนั้น รู้มานานแล้วว่าในบรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อ น้าน้อยมีทิพจักขุญาณแจ่มใสไม่เป็นรองใคร ก็เลยแอบไปดูพบรัชนีกลางทางก็ชวนไปดูด้วย เธอก็เย้าเอาว่า "ไหนว่ามีอาจารย์ดีองค์เดียวไง" ก็เลยตอบไปว่า"น้าน้อยให้ไปดู" ก่อนจะถึงผู้เขียนอธิษฐานว่า "ถ้าท่านเป็นพระดีจริงก็ขอให้ท่านทักเราโดยอย่าให้คนอื่นรู้" พอผู้เขียนก้าวพ้นบันไดขึ้นไปบนชานก็ได้ยินเสียงมาทีเดียวว่า ..."ไอ้บางคนมันถือว่าตัวมีอาจารย์ดี แล้วตัวมันเองดีเหมือนอาจารย์หรือเปล่า" พอได้ยินเข้าก็ซึมใปเลย รีบเข้าไปกราบสุดตัวเลยทีเดียว

- หลวงพ่อชี้ทางนิพพาน...ผู้เขียนได้พบหลวงพ่อเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๖...หลังจากซาบซึ้งตรึงใจกับหนังสือสองเล่มที่ท่านเขียนคือ ประวัติหลวงพ่อปาน และคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานมาหลายเดือน มาหาท่านที่วัดสองครั้งก็ไม่พบ จนกระทั่งท่านขึ้นไปเชียงใหม่จึงได้พบท่านที่นั่นผู้เขียนสนใจพระพุทธศาสนา มานานแล้ว ได้เคยอ่านหนังสือแนะนำวิธีฝึกกรรมฐานตั้งแต่วิสุทธิมรรคลงไปอยากจะพูดว่า ทุกเล่มั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษพอมาพบหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานของหลวงพ่อ ก็บังเกิดความซาบซึ้งตรึงใจมากคิดว่าไม่มีหนังสือใดที่วิเศษไปกว่านี้อีก แล้ว แล้วก็เลยขโมยท่านพิมพ์แจกในงานแซยิดแม่และเอาไปถวายที่วัด ๒๐๐ เล่ม แต่ไม่ได้พบหลวงพ่อ พอพบท่านที่เชียงใหม่ ท่านก็สอนทั้งสองคืนพูดถึงโทษของการกินเหล้า จนผู้เขียนเลิกเหล้าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และสอนว่าใครก็ตามที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และมีจิตศรัทธาเลื่อมใส ท่านว่า "บารมีเต็มแล้วสามารถเข้าถึงวนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน" แล้วท่านก็บอกให้พิจารณาละสังโยชน์สาม และกำหนดว่าอย่างน้อยต้องเป็นพระโสดาบันให้ได้...ผู้เขียนอายุ ๓๔ ปี ในขณะนั้นหัดฝึกกรรมฐาน สัมมาอรหังกับหลวงปู่สดวัดปากน้ำตั้งอายุ ๑๐ ขวบเทกระโถนหลวงปู่บุดดา มาตั้งแต่เล็กๆ ได้พบพระอาจารย์ดีๆ มามากก็มายแต่สงสัยเรื่องพระนิพพานมาตลอดเวลาว่า จะต้องสั่งสมบารมีไปอีกเท่าไรกันจึงจะถึงสักทีมีอะไรเป็นเครื่องหมายเครื่อง กำหนด พึ่งจะได้พบแสงสว่างจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวันนั้นเองเหมือนกับมีคนมาเปิด โลกยันพระนิพพานให้ดูทั้งหมด ใจฟูเป็นอันมาก พอหลวงพ่อกลับไปแล้วก็รีบไปเล่าให้หลวงพ่อสิมฟังว่า พบพระที่บอกให้ผู้เขียนเร่งให้ถึงนิพพานในชาตินี้ให้ได้ผู้เขียนมีหวังแล้ว

- หลังจากตรั้งนั้น ก็ยังได้ยินท่านประกาศว่า "ถ้าเชื่อฉัน ทุกคนถึงนิพพานหมดในชาติหน้าแต่หลายคนก็ถึงชาตินี้" ท่านทั้งหลายเคยได้ยินพระองค์อื่น กล้าคิด กล้าพูดเช่นนี้บ้างไหม

- นอกจากนี้ในการพบท่านครั้งแรกนั้น ท่านยังเล่าเรื่องอื่นๆ ให้ฟังอีกบอกว่า "คุณมาเกิดชาตินี้คุณมาไม่ครบอายุขัยนะ เข้าใจไหม" ก็ตอบท่านว่า เข้าใจครับ แต่ไม่ยักกะถามท่านว่า"อายุเท่าไหร่จะตาย" ต่อมาลงมากราบท่านที่วัด พอสบโอกาสก็กราบเรียนถามท่านว่า"หลวงพ่อครับหลวงพ่อเอาผมไปนิพพานด้วยนะ ครับ" ท่านตอบว่า "เอาไปซี่ไม่งั้นฉันจะไปตามคุณรึ" ผู้เขียนก็กราบๆ (ต่อ)

ลุง. ศ:
- หลังจากนั้นอีกหลายปี ได้ติดตามท่านไปเก็บลูกศิษย์อีกหลายๆ แห่ง (เล่าได้อีกมากไว้เล่าเล่มต่อไปแล้วกัน) เห็นลีลาต่างๆ ของท่านด้วยความซาบซึ้งในมหากรุณาแล้วก็เกิดความสงสัยว่า ท่านจะตัดตอนหยุดเก็บลูกศิษย์แค่ไหน ก็กราบเรียนถามท่านว่า "หลวงพ่อครับหลวงพ่อจะตัดตอนหยุดเก็บลูกศิษย์แค่ไหนครับ" ท่านบอกว่า"ฉันจะเก็บของฉันไปจนหมดฉันเก็บลูกศิษย์ของฉันครบแน่" ผู้เขียนได้ยินแล้วก็สะท้อนใจในกำลังใจและมหากรุณาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลหาประมาณ มิได้ขององค์ท่าน และลูกศิษย์ทุกท่านก็คงจะอิ่มใจได้นะครับ

- หลวงพ่อต่อชีวิตให้ ...ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ผู้เขียนมาฝึกมโนมยิทธิ พอขึ้นไปได้วันที่สองชักจะสนุกสนาน และจิตทั้งขันธ์ ๕ ได้เป็น เมื่อเสร็จแล้วมากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อเล่าว่าท่านพระกาฬถือขวานสองเล่มมายืนอยู่ข้างหลังผู้เขียน หลวงพ่อก็ถามว่า "ท่านมาทำไม" ท่านพระกาฬก็ตอบว่า "ผมไม่มีอะไรกับพระคุณท่าน แต่ไอ้นี่" แล้วชี้มาที่ผู้เขียน "ผมต้องจัดการ" หลวงพ่อก็ขอให้ท่านอโหสิให้ และขอชีวิตผู้เขียนไว้โดยให้ทำบุญสร้างพระพุทธชินราชหน้าตัก ๓๐ นิ้วถวายอุทิศส่วนกุศลให้เฉพาะพระกาฬก็เลยรอดตายมาได้จนทุกวันนี้

- พุดจริงๆ แล้วชีวิตผู้เขียนนี้ ก็เป็นของท่าน แต่ความเลวของผู้เขียนมีมาก...ไม่ค่อยจะสำนึกบุญคุณของท่านที่ท่วมหัวท่วม ตัวอยู่  แต่บางครั้งเมื่อใจสะอาดก็นึกได้เสียอย่างเมื่อตอนบวชที่วัดท่าซุงครั้งแรก  พอออกจากโบสถ์มากราบท่านที่ศาลานวราชเดิมความรู้เดิมมันท่วมเข้ามาว่า  สัญญากับท่านเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า จะลงมาช่วยท่านเป็นมือเป็นเท้าให้กับท่าน  แต่พอลงมาแล้วก็มาดื้อกับท่าน มาเบี้ยวกับท่าน ความเสียใจก็ขึ้นมาจุกที่คอน้ำตาไหลห้ามไม่หยุด ญาติโยมก็นึกว่าปีติจนน้ำตาไหล แต่ผู้เขียนเองรู้ว่าเสียใจที่เป็นลูกที่เลวเลยร้องให้

- หลวงพ่อให้ปัญญา...หลวงพ่อองค์นี้ถ้าได้อยู่ใกล้ๆท่านดูเหมือนว่ากิเลสเราจะ หมดลงไปโดยไม่รู้ตัว แลปัญญาเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ผู้เขียนจึงชอบอยู่ใกล้ๆ ท่าน เพื่อให้ตัวเองมีความรู้เกิดขึ้นมากๆ และก็จริงๆ ว่า ทุกๆ ครั้ง ที่อยู่กับท่านดูมันจะรู้ๆๆๆ ไปหมดเวลาหลวงพ่อจะสั่งอะไรก็ตามแต่ ท่านจะสั่งเพื่อให้เราใช้ปัญญาของตัวเองประกอบเพื่อให้เราภูมิใจว่าเราคิด ได้เอง เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงชอบดูท่านสั่งงานและดูเหมือนว่าจะรู้ใจท่านไปด้วย

- ทุกครั้งที่เรามีเรื่องสงสัย ท่านจะตอบโดยไม่ต้องถาม เรื่องนี้ลูกศิษย์ทุกคนพูดเหมือนกันหมดและเดากันว่า เจโตปริยญาณของท่านชัดเจนแจมใส  ผู้เขียนเองโดยเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งเรื่องสอนและเรื่องแก้สงสัย เมื่อเร็วๆ นี่เอง มีความสงสัยว่า ปัญญาบารมีนี่ เขาสั่งสมกันอย่างไร... ไปอ่านดูในทศชาติ ท่านมโหสถ ท่านเกิดมาก็ฉลาดเลย แล้วจะสั่งสมปัญญาบารมีอย่างไรเล่าประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง เสียงเทศน์มาแล้ว "การทำสมาธิ คือการสั่งสมปัญญาบารมี" ผู้เขียนมีความเห็นว่า  เรื่องแก้สงสัยในใจลูกศิษย์นี้ หลวงพ่อไม่ได้ใช้เจโตปริยญาณเลย  ขณะที่ท่านรับแขกถ้ามัวแต่ใช้เจโตปริยญาณดูใจลูกศิษย์ทุกๆ คน ก็ไม่ทันกิน  หลวงพ่อนั้นท่านมี ปฏิสัมภิทาญาณของอนุพุทธ ซึ่งครอบทั้งจักวาลในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ นอกจากนี้ ท่านยังมีผู้บอกบทอีกนับไม่ถ้วนตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา เพราะฉะนั้นเรื่อง นัตถิปัญญาสมาอาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี  ขององค์หลวงพ่อท่านสว่างทั้งโลกจริง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องอาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์อันอาศัยปฏิสัมภิทาญาณของหลวงพ่อ ไม่ใช่เจโตปริยญาณ ถ้าใครอยากดูอาเทศนาปาฏิหาริย์ ก็ขอให้ตั้งใจดีๆ แล้วดูหลวงพ่อรับแขกเถิด จะเห็นได้ทุกๆ วัน

- หลวงพ่อแจกพระ...เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็นของวันอาทิตย์วันหนึ่ง ปลายปี ๒๕๑๗ ขบวนลูกศิษย์ ๘ คน ได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเพื่อจะกลับกรุงเทพฯ ที่กุฏิริมน้ำ  หลวงพ่อท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้พับท่านบอกให้ผู้เขียนหยิบพานพระเครื่องส่งให้ ท่าน  ตอนนั้นเพิ่งออกพรรษาใหม่ๆ และหลวงพ่อทำพิธีพุทธาพิเษกเหรียญรุ่นแรกของท่าน (เหรียญสีเงิน) และเหรียญหลวงปู่ปาน (เหรียญสีทอง) ตลอดทั้งพรรษาเสร็จใหม่ๆ ใครๆ จึงอยากได้เหรียญรุ่นี้มาก..พานพระเครื่องเป็นพานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๘ นิ้ว ก้นตัน ปากบาน ในพานมีเหรียญหลวงพ่อสีเงิน ๑๕ เหรียญ และเหรียญหลวงปู่ปานสีทอง ๓ เหรียญ  หลวงพ่อเริ่มหยิบเหรียญทองและเหรียญเงินส่งให้ลูกศิษย์  ตั้งแต่คนที่หนึ่ง คนที่อยู่หลังๆ ก็หน้าเสีย  เพราะทุกคนเห็นกันชัดเจนว่า เหรียญทองมีอยู่ ๓ เหรียญเท่านั้น ผู้เขียนรับคนแรกแล้วก็นั่งรออยู่ข้างท่าน หลวงพ่อก็หยิบพระแจกเป็นคู่ เหรียญทอง-เหรียญเงิน จนครบคน พอหมดคนท่านก็พูดว่า "หมดพอดี" ผู้เขียนก็กราบเรียนท่านว่า "หยิบได้พอดีอย่างนี้ มีหลวงพ่อหยิบได้องค์อยู่องค์เดียวเท่านั้น" ทุกคนก็พูดกันใหญ่ว่าหลวงพ่อหยิบได้อย่างไร แต่ท่านก็หยิบให้ดูแล้ว ทั้ง ๕ คนเห็นอย่างชัดเจน

- หลวงพ่อแตกฉานทุกภาษา...ครั้งหนึ่งมีผู้เอาสีกระป๋อง หลายกระป๋องอยู่มาถวายหลวงพ่อท่านท่านก็ให้ช่างเอาไปทา ช่างก็ใช้ไม่เป็น ฉลากก็เป็นภาษาต่างประเทศ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เข้าไปถามหลวงพ่อหลวงพ่อท่านนั่งอยู่ในกุฏิริมน้ำองค์เดียว ท่านก็หยิบกระป๋องขึ้นมาอ่านฉลากข้างกระป๋องแล้วก็บอกวิธีใช้ให้ช่าง พอผู้เขียนไปที่วัด น้าน้อยกานดา ก็รีบมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

- อีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนตามท่านไปเชียงราย ไปพักอยู่ที่วัดเม็งราย หลวงพ่อนอนอยู่บนกุฏิ...ผู้เขียนก็นอนเฝ้าท่านอยู่ที่ใต้ถุน พอตกดึกได้ยินหลวงพ่อเปิดวิทยุฟังภาษาต่างประเทศซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้เป็น ภาษาพม่า ภาษาแม้ว หรือภาษาอะไร ท่านก็ฟังของท่านพอผู้เขียนเล่าเรื่องนี้ให้หลวงพี่ที่ไปด้วยฟัง ท่านก็บอกว่า "หลวงพ่อฟังบ่อยแต่ไม่ทำให้ใครรู้"

- ตอนไปที่ชิคาโก พวกเราไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ฟิลด์มิวเซี่ยม  ก็มีเจ้าหน้าที่ที่รู้ภาษาอียิปต์โบราณมารับจ้างเขียนชื่อใครก็ได้เป็นภาษา อียิปต์โบราณอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ผู้เขียนก็เข้าไปจ้างให้เขาเขียนชื่อ "พระมหาวีระ ถาวโร" เขาก็เขียนมาให้ พอกลับมาถึงที่พัก ก็เอาไปถวายท่านแล้วกราบเรียนถามท่านว่า "หลวงพ่อทราบไหมว่าอะไร" ท่านบอกว่า "มันเขียนผิดนี่หว่าชื่อข้าต้องมีตัว...." แล้วท่านก็ทำท่าเขียนในอากาศให้ดู ผู้เขียนก็กราบเรียนถามท่านว่า  "ท่านทราบได้อย่างไร" ท่านก็บอกว่า "ปุโรหิตเขามาบอก"

- ครั้งหนึ่งหลวงพ่อลงมาสอนกรรมฐานที่กรุงเทพฯ พอกลับไปถึงกุฏิที่วัด คนเลี้ยงแมวก็มารายงานว่า "พอหลวงพ่อไปกรุงเทพฯ แมวก็ไม่กินข้าว" หลวงพ่อก็ย้อนทันทีว่า "แกเรียกมันว่า อีใช่ไหมล่ะ" คนเลี้ยงแมวก็ถามว่า "หลวงพ่อรู้ได้ยังไง" ท่านก็ตอบว่า  "ก็มันฟ้องข้าอยู่นี่ไง". ..เรื่องนี้ยังไม่จบ ไว้อ่านต่อใน ลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๒ นะครับ....สาธุ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
โดย คุณชาลินี เนียมสกุล / ลูกศิษย์บันทึก ๑ / ๑๔๖

- ผู้เขียนรู้จักหลวงพ่อข้างเดียว จากการอ่านหนังสือ "คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน" ซึ่งเรืออากาศโท บุญเลี้ยง (ยศในสมัยนั้น) ให้พ่อยืมมาอ่านจึงได้หาโอกาสไปกราบหลวงพ่อที่จังหวัดอุทัยธานี  ระยะนั้นใครไปกราบหลวงพ่อ ขอพร ขอธรรมะจากท่านๆ ก็จะแจกแจงธรรมโดยพิศดารตามแต่จริตของลูกศิษย์ ทุกคนติดหลวงพ่อกันงอมแงม และเมื่อมีผู้สงสัยกันอยู่เนืองๆ ว่า หลวงพ่อรู้เรื่องนั้น เรื่องนี้ได้อย่างไร ท่านก็ตอบว่า "ฉันรู้วิชชาสาม" พวกเราก็เชื่อท่าน

- วันหนึ่งปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงพ่อมาสอนกรรมฐานที่บ้านน้าเสริม น้าอ๋อย (พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริมและคุณเฉิดศรี ศุขสวัสดิ์) พ่อ แม่ ดร. ปริญญา และผู้เขียนได้เตรียมตัวที่จะไปฟังท่านสอนตามปกติพวกเราต่างก็ปรารภธรรม (ซึ่งก็ไม่รู้แจ้งกันสักคน)  เรื่อง ปฏิสัมภิทาญาณ กันมาในรถตลอดทางจนถึงซอยสายลมพอก้มลงกราบท่าน  แทนที่ท่านจะทักทายเหมือนเดิม ท่านก็กล่าวว่า "เรื่อง ปฏิสัมภิทาญาณนั้นเป็นคุณสมบัติพิเศษของผู้ที่ได้เคยเจริญสมาบัติแปดมาก่อน เมื่อละสังโยชน์ห้าได้ ก็จะถึงความเป็นอานาคามี พร้อมด้วปฏิสัมภิทาญาณสี่ คือ อรรถ ธรรม นิรุติ และปฏิภาณ" พวกเรากราบเรียนว่า "หลวงพ่อพูดยาวจัง" ท่านก็บอกวา "ก็ฉันได้วิชชาสามนี่" พวกเราก็เชื่อท่านอีก

- ปลายปี ๒๕๑๗ หลวงพ่อรับอาราธนาจาก พล.ต.อ. ประเสริฐ รุจิรวงศ์ (อธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้น) เพื่อมาตรวจสุขภาพโดยละเอียดที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยมี ดร. ปริญญา นุตาลัย  ลงทุนลาพักร้อนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มานอนเฝ้าในฐานะลูกศิษย์วัด เช้ามืดวันหนึ่ง ดร. ปริญญาเข้าไปกราบเรียนหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ ผมรู้แล้วว่า หลวงพ่อทรงปฏิสัมภิทาญาณ" หลวงพ่อก็หัวเราะ แล้วท่านก็บรรยายให้ ดร.ปริญญาฟัง

- สายวันนั้น น้าเสริม น้าอ๋อย พี่นิด (สุภาพ ปุณศรี) น้าน้อย ผกานดา อมาตยกุล) พี่หมอ (พ.ต.อ. พิเศษสมศักดิ์ สืบสงวน รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลตำรวจ ยศและตำแหน่งในสมัยนั้น) พ่อ และผู้เขียนไปกราบหลวงพ่อ ดร.ปริญญา รีบบอกข่าวสำคัญแก่พวกเราด้วยความภาคภูมิใจ น้าเสริมก็ต่อว่าหลวงพ่อว่า "แหมพวกเราถูกหลวงพ่อหลอกอยู่ตั้งนาน" หลวงพ่อท่านหัวเราะชอบใจแล้วก็ตอบว่า "ฉันไม่ได้หลอกนะ วิชชาสาม ฉันก็ได้จริงๆ" แล้วท่านก็กำชับลูกศิษย์ทุกคนว่า "ห้ามเอาครูบาอาจารย์ตน (คือหลวงพ่อ) ไปเบ่งทับ หรือคุยทับถมหรือคิดว่าเก่งกว่าครูบาอาจารย์ของคนอื่น เพราะครูบาอาจารย์ของใคร ใครก็รัก พระทุกองค์มีลีลาต่างๆกัน" พวกเราก็ฟังงั้นๆ เพราะอดคิดไม่ได้อยู่นั่นเอง พระเทพวิสุทธิเวที (ไสว) วัดอนงคารามเคยเล่าให้ฟังว่า..."สมัยหลวงพ่อหนุ่มๆ นั้น ใครอย่ามาเทียบอาจารย์กับท่านเลย หลวงปู่ปานต้องเก่งที่สุด"

- สมัยนั้น หลวงพ่อท่านจะเล่าให้ฟังถึงพระร่วมสมัยหลวงปู่ปาน โดยเฉพาะพระเจกิอาจารย์ ๑๐๘ รูปที่ร่วมปลุกเสกเหรียญสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงชินวรณ์สิริวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งหลวงปู่ปานก็ร่วมอยู่ด้วย หลวงพ่อเล่าถึงหลวงปู่แช่ม วัดฉลอง หลวงปู่สด วัดปากน้ำ หลวงปู่สุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า สมเด็จพุฒาจารย์ (นวม พุทธสร) วัดอนงคาราม หลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอก และหลวงพ่อยิ้มวัดน้าต่างใน ฯลฯ เป็นต้น   เสาร์อาทิตย์หนึ่ง พ่อ ดร.ปริญญา และผู้เขียน ได้เดินทางไปวัดท่าซุงเพื่อปฏิบัติ พระกัมมัฏฐานและค้างที่วัด ระหว่างทางพวกเราได้แวะวัดหน้าต่างนอกและได้บูชาตะกุดคาดเอาของหลวงพ่อจง ที่ยังเหลืออยู่ที่วัดหน้าต่างนอกมาจนหมด กว่าจะมาถึงวัดท่าซุงก็บ่าย ๒ โมง หลวงพ่อเห็นพวกเราก็ทักทายว่า "ไปเยี่ยมหลวงพ่อจงมาหรือ" ผู้เขียนกราบเรียนถามท่านว่า "หลวงปู่มาบอกหลวงพ่อหรือค่ะ" หลวงพ่อบอกว่า "หลวงปู่มาพร้อมพวกเองนั่นแหละ" ก็เลยได้ถวายตะกรุดคาดเอวหลวงพ่อไป ๑๐ เส้น เพื่อให้หลวงพ่อแจกคนอื่นๆ

- ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงพ่อพาลูกศิษย์ไปกราบ พระสุปฏิปันโนทางภาคเหนือ,,,โดยเริ่มที่หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ) สำนักสงฆ์ถ้าผาป่องเป็นองค์แรก  การเดินขึ้นถ้ำผาป่องสมัยนั้น  ยังไม่มีบันใดคอนกรีตเหมือนสมัยนี้ การเดินขึ้นเป็นไปด้วยความยากลำบากโดยเฉพาะในคณะลูกศิษย์ที่ติดตามหลวงพ่อ นั้นมีผู้อาวุโส ๓ ท่าน ที่สุขภาพไม่สมบูรณ์ คือ น้านวลน้อยโลพันธ์ศรี เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเพียงเดือนเดียวก่อนเดินทาง อายุ้ย (คุณสบสุข ประกอบไวทยกิจ) และแม่ (คุณบูรณะ นุตาลัย) ซึ่งหัวเข่าไม่ดี เดินขึ้นบันใดไม่ค่อยได้ พวกเราขึ้นไปถึงก่อน (นิสัยไม่ดี)ส่วนหลวงพ่อท่านพยายามเดินช้าๆ คอยผู้อาวุโสทั้ง ๓ ท่าน อันที่จริงผู้เขียนก็ห่วงแม่อยู่เหมือนกัน แต่ดร.ปริญญา บอกว่าไม่ต้องห่วงหรอก หลวงพ่อท่านต้องพาบริวารของท่านขึ้นมาจนได้ เพราะท่านเป็นหัวหน้าคณะพอผู้อาวุโส ๓ ท่านขึ้นมาแล้ว พ่อก็กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อทำยังไงครับถึงได้พาโยมขึ้นมาได้" น้านวลน้อยตอบแทนว่า"อายุ้ย และน้านวลน้อยเห็นหลวงพ่อเดินรอก็เลยมีกำลังใจเดินตามมาได้เรื่อยๆไม่เคยคิด เหมือนกันว่า ตัวเองจะเดินขึ้นเขาได้ไกลถึงเพียงนี้และไม่เหนื่อยเท่าไร " ส่วนแม่อาการหนักกว่าเพื่อนหลวงพ่อจึงหยิบไมข้างทางส่งให้ถือขึ้นมาท่อน หนึ่ง แม่ก็แบกไม้เท้านั้นขึ้นมาได้ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "เทวดาช่วยกันหิ้วปีกโยมทั้งสามขึ้นมายังไม่รู้กันอีก" (ต่อ)

- เมื่อขึ้นไปยังถ้ำผาปล่องแล้ว  หลวงปู่สิมก็นิมนต์ให้หลวงพ่อนั่งบนอาสนะที่ปูไว้บนยกพื้นสำหรับพระภิกษุ นั่งสวดมนต์ หลวงพ่อท่านไม่นั่งกราบพระพุทธรูปเสร็จก็หันมากราบทางด้านที่หลวงปู่สิมนั่ง (ด้านเดียวกับอาสนะ) แล้วก็นั่งแปะอยู่ตรงนั้นหลวงปู่สิมท่านก็เลยต้องนั่งข้างล่างไปด้วย แล้วหลวงพ่อก็ตั้งต้นคุยเรื่องจริยาหลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่หลวงปู่สิมเคารพนับถือมาก ทั้งๆ ที่หลวงพ่อเองก็ไม่เคยพบหลวงปู่ตื้อมาก่อน  หลวงปู่สิมมีท่าทีสบอารมณ์ในอัธยาศัยของหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง  หลวงพ่อเล่าให้พวกลูกศิษย์ฟังวันรุ่งขึ้นว่า หลวงปู่สิมท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าหลวงปู่ตื้อท่านนั่งอยู่บนอาสนะนั้น  แล้วจะให้หลวงพ่อไปนั่งอีกได้อย่างไร ส่วนหลวงปู่สิม ท่านบอกว่า "พระมหาวีระ เป็นผู้รู้แจ้งโลกในปัจจุบันโดยแท้"

- สมัยนั้นพอได้เวลาประมาณ ๑๐.๓๐ น. เรือที่ไปรับปินโตเจ๊กิมกีจะกลับวัด  พร้อมด้วยหนังสือพิมพ์รายวันทุกแบบที่มีจำหน่ายในจังหวัดอุทัยธานี  พี่นนทาจะนำหนังสือพิมพ์ไปถวายหลวงพ่อ พวกเราจะไปคอยอ่านหนังสือพิมพ์ต่อจากหลวงพ่อ  วิธีอ่านหนังสือของหลวงพ่อแปลกกว่าผู้อื่น คือยกขึ้นส่องดูพาดหัวแล้วก็ดยนปุลงหน้าเตียงที่ท่านนั่งทีละเล่ม พวกที่เฝ้าอยู่ก็จะคว้ามาอ่านคนละเล่ม  ผู้เขียนสังเกตุหลายครั้งว่าไม่ว่าผู้เขียนกำลังอ่านข่าวอะไร  หลวงพ่อก็จะตั้งต้นวิสัชนาเรื่องนั้นพร้อมทั้งถามความคิดเห็นพวกที่นั่งอยู่ ด้วยกัน....และไม่ว่าพวกเราจะพยายามแสดงปัญญาอันมีแค่หางอึ่ง ออกความเห็นอย่างไรก็ตาม หลวงพ่อก็จะสรุปว่า "ฉันว่า.............."   แล้วเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะเป็นไปตามที่หลวงพ่อพูดหากผู้เขียนแกล้งเปลี่ยนเรื่องอ่านโดยเจตนาหลวง พ่อก็จะเปลี่ยนเรื่องพูดไปตามข่าวที่กำลังอ่านอยู่ทุกทีไป  จนท้ายสุดผู้เขียนต้องเลิกอ่านข่าวพอหลวงพ่อโยนหนังสื้อพิมพ์มาให้ ท่านเห็นไม่มีใครอ่าน ท่านก็จะถามว่า "ข่าววันนี้มีอะไรบ้างฉันตาไม่ดี" ผู้เขียนจะรีบพนมมือพร้อมทั้งกล่าวว่า "นิมนต์หลวงพ่อว่ามาเลยดีกว่าค่ะ" หลวงพ่อท่านจะยิ้มหรือบางครั้งก็จะบ่นว่า "อะไรกันวะ"

- วันหนึ่งในช่วงระยะเวลาที่ผู้เขียนลาพักผ่อนไปอยู่ที่วัดท่าซุง  มีผู้นำแหนมมาถวายหลวงพ่อหลายพวงผู้เขียนจึงสมคบกับปุ๋ย (ลูกสาวน้าน้อยกานดา) ว่าวันนี้ได้การละ แล้วเรา ๒ คนก็ช่วยกันจัดการแกะห่อแหนมหั่นจนพูนจานใบโต พร้อมทั้งนั่งคอยอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง  เพราะพวกเราคอยรับทานอาหารเหลือจากหลวงพ่อทุกวัน  หลวงพ่อท่านนั่งลงฉันไม่พูดว่าอะไรฉันไปก็หยิบแหนมส่งให้หมากินไปพร้อมๆ กับท่านจนแหนมหมดจาน พอท่านฉันเสร็จ ท่านก็บอกผู้เขียนกับปุ๋ย (ซึ่งหน้าจ๋อยเต็มทีพร้อมทั้งกล่าวหาว่าเพราะผู้เขียนเป็นหัวโจก) ว่า "แหนมน่ะให้หั่นเอาใหม่นะ"

ลุง. ศ:
เรื่อง "หลวงพ่อฝ่าดงคอมมิวนิสต์ภาคใต้"

- ระหว่างเวลาตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๕ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗  ข้าพเจ้าไปปฏิบัติงานประจำภาคใต้ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระได้ไปโปรดชาวใต้หลายครั้ง มีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้นหลายประการ

- ในระยะที่คอมมิวนิสต์ภาคใต้ กำลังแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลอย่างหนัก สามารถยกกำลังพลเข้าที่สถานีตำรวจและจุดที่ตั้งของทหารหลายครั้ง ช่วงเวลาอันบ้านเมืองคับขันนั้นเอง หลวงพ่อได้ไปโปรดชาวภาคใต้เสมือนเอาน้ำเย็นจัด รดลงไปในกองไฟอันลุกโชนร้อนแรง ทำให้ไฟสงบลงแล้วดับในที่สุด

- ครั้งแรกที่ไป คณะหลวงพ่อเดินทางไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยทางรถยนต์  ข้าพเจ้าไปรอรับหลวงพ่อที่สี่แยกปฐมพร  อันเป็นจุดที่ถนน จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนองและสุราษฏร์ธานี รวม ๔ สายไปบรรจบกัน  ข้าพเจ้านั่งรถนำขบวนหลวงพ่อ ออกจากสี่แยกปฐมพรไปได้ครู่เดียวปรากฏว่ามีก้อนหินขนาดใหญ่ วางเรียงเป็นแถวกั้นอยู่บนถนน ไม่มีช่องว่างให้รถหลบไปได้เลย...ถ้าพวกเราหยุดรถลงไปเก็บก้อนหิน อาจเปิดโอกาสให้ผู้ประสงค์ร้าย ซึ่งแอบซุ่มอยู่ข้างทางเข้าปล้นโจมตีเอาได้  ข้าพเจ้าตัดสินใจ เป็นกองหน้าฝ่าอันตรายสั่งคนขับรถ แล่นชนก้อนหินก้อนใหญ่ๆ นั้นกระเด็นพ้นไปจากถนน เปิดเป็นช่องกว้างให้รถคันหลังๆ แล่นตามกันไปได้อย่างปลอดภัยทุกคันเมื่อแล่นรถไปได้ระยะหนึ่ง ถึงที่ปลอดภัย  ข้าพเจ้าหยุดรถลงไปตรวจดูความเสียหายด้านหน้ารถซึ่งชนก้อนหินอย่างจัง รถที่ข้าพเจ้านั่งเป็นรถตรวจการโตโยต้าคราวน์ ปกติแล้ว รถญี่ป่นบอบบางมากแล่นชนไก่ หรือชนสุนัขรถยังบุบได้ แต่ครั้งนั้น ชนก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อน กลับปรากฏว่าไม่มีส่วนใดของรถบุบชำรุดเสียหายเลย

- หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้คุมเชิงติดตามคณะหลวงพ่อตั้งแต่ย่างเข้าเขตภาค ใต้ พอขบวนรถหลวงพ่อ แล่นไปถึง เขตแดนต่อแดนระหว่างอำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฏร์ธานี และอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ รถยนต์คันหนึ่งยางแตกระหว่างที่กำลังเปลี่ยนยางอยู่นั้น  มีชาวบ้านจำนวนมากมามุงดูขบวนรถหลวงพ่อ ตำรวจที่ติดตามไปคุ้มกันได้ออกไปยืนถืออาวุธสงครามป้องกันภัยให้  ข้าพเจ้าทราบภายหลังว่า บริเวณที่รถยางแตกนั้นเป็นดงสีชมพู มีผกค. แยะ และในหมู่ชาวบ้านที่มามุงดูอยู่นั้น...มีแนวร่วมคอมมิวนิสต์ปะปนอยู่ด้วย พอเปลี่ยนยางเสร็จ ขบวนรถหลวงพ่อออกเดินทางต่อไปจนถึงโรงไฟฟ้ากระบี่ยังมีแนวร่วม ผกค.ไปดูลาดเลาถึงบ้านที่หลวงพ่อพัก แล้วคุยอวดกับลูกศิษย์หลวงพ่อว่าอีกไม่นาน ผกค.จะชนะ ถ้าคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจรัฐได้ ตัวเขาจะได้เป็นนายอำเภอแล้วเขาจะจับตัวพวกนายช่างเอาไปไถนา ภายหลังต่อมา หลังจากหลวงพ่อกลับมาแล้ว ตกดึกคืนหนึ่ง ผกค.ยกกำลังมาจะเข้าโจมตีโรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่ง ของภาคใต้ขณะนั้นแต่ว่า  พระภูมิเจ้าที่ ซึ่งหลวงพ่อฝากฝังให้คุ้มครองโรงไฟฟ้ากระบี่ ดลใจให้พวก ผกค.หลงทางหาช่องทางเข้าโรงไฟฟ้าไม่พบ ทั้งที่มองเห็นโรงไฟฟ้าสว่งโร่ในตอนกลางคืนได้ในระยะไกล ผกค.จึงยกพวกเลยไปทางชายทะเลแหลมกรวด เผาโรงพักได้สำเร็จ พวกเรายืนดูอยู่บนโรงไฟฟ้าคืนวันดังกล่าวเห็นไฟไหม้ สว่างจับขอบฟ้า ได้ยินเสียงปืนยิงกันชัดเจน...สาธุ

(โดย ม.ล.วรวัฒน-กานดา นวรัตน์ / ลูกศิษย์บันทึก ๓ / ๑๕๔)
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
เรื่อง "พระคุณหลวงพ่อ"   โดย พ.ต. ทพ.หญิงเตือนใจ กลั่นสุภา / ลูกศิษย์บันทึก ๓ / ๑๗๘

- ประมาณเมษายน ๒๕๓๑ สามีของข้าพเจ้า (พ.ต.นพ.นพพร กลั่นสุภา ยศขณะนั้น) ไปปฏิบัติธรรม ณ สำนักปฏิบัติแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์  ข้าพเจ้าต้องอยู่คนเดียวอาการปวดท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเกิดกับ ข้าพเจ้า ปวดบิดซะจนลุกไม่ไหว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอาการเตือนมาก่อนเลย  ข้าพเจ้าคิดถึงสามีซึ่งเป็นแพทย์ ถ้าเธออยู่คงไม่ทุกข์ทรมานขนาดนี้แต่ถึงอย่างไร  ข้าพเจ้าคงไม่บอกสามีว่าป่วย  เพราะไม่อยากใหมีอะไรขุ่นข้องหมองใจ ในขณะปฏิบัติธรรม

- ข้าพเจ้าปรึกษาอาการป่วย กับน้องหมอคนหนึ่งในโรงพยาบาลเดียวกัน  คุณหมอบอกว่า อาการคล้ายโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ให้ลองรับทานยา Zactac ดูเมื่อรับทานยาตัวนี้ อาการปวดท้องหายเป็ยปลิดท้อง ทั้งๆ ที่ปวดจะเป็นจะตายลุกไม่ขึ้น

- หลังจากนั้นไม่นาน ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อ ท่านเปรยขึ้นว่า ท่านมีโรคประจำองค์ท่านคือปวดท้อง  จึงกราบเรียนถึงอาการตนเอง และยาที่รับทานแล้วหายปวดท้อง ท่านจึงบอกว่า ตัวยานั่นแหละที่ท่านต้องใช้ในการรักษา แล้วท่านยังเมตตาบอกต่อว่า "หมอไม่ได้เป็นโรคหรอกแต่ท่านแสดงอาการให้รู้ เพื่อที่จะได้จัดยาถูก"   จึงกราบเรียนท่านว่าจะนำยามากราบถวายอีกครั้งหนึ่งจิตในตอนนั้นสงสารท่านที่ สุด  ทำไมท่านต้องทรมานมากขนาดนั้น ถ้าจะต้องเจ็บมากกว่านี้เพื่อให้ได้ยามากราบถวายหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็ยอม

- คราหนึ่ง จิตวันนั้นเหงาๆ พิกล ปนน้อยใจนิดๆ  เมื่อเข้าไปกราบหลวงพ่อที่ศาลารับแขกหลังใหม่กราบถวายสังฆทานเสร็จก็นั่ง เงียบๆ  พร้อมกำหนดจิตถึงองค์พระ เพราะไม่ทราบจะกราบเรียนถามอะไร...ฉับพลันจิตก็พลันสว่างจ้า ด้วยความไม่เชื่อสายตาตนเอง เพราะขณะที่มองไปทางองค์หลวงพ่อเห็นรัศมีพุ่งออกมารอบกายท่าน  คล้ายฉับพลันรังสี งามสุดที่จบรรยาย ด้วยความไม่เชื่อสายตาตนเองก็หลับตาแล้วลืมตาอีก ดูซิว่าจะยังเห็นอีกหรือเปล่า..รัศมีรอบองค์หลวงพ่อ ก็ยังงามเหมือนเดิม จิตขณะนั้นสงสัยเป็นกำลัง หลวงท่านเลยหันมาแก้ข้สงสัยโดยกล่าวว่า "เก่ง" พร้อมกับเมตตาประทานหมากให้...กราบขอบพระคุณในพระเมตตาของหลวงพ่อที่เมตตา แสดงปรากฏการณ์ ให้ลูกสาวที่ขี้สงสัยเจ้าค่ะ...

- มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อปวดฟันมาก ต้องทนทุกข์ทรมานกับการปวด หลายครั้งหลายครารักษาอย่างไรก็ยังไม่หายสักที (ถ้าเป็นฟันคนอื่นหายปวดไปตั้งนานแล้ว) แต่ของหลวงพ่อต้องพิเศษสุดรักษาทางวิชาการสายทันตแพทย์ เท่าไรก็ไม่หาย เป็นไงเป็นกัน ขอตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีคุณพระรัตนตรัยเทพพรหม ท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่ ท่านลุงหลวงปู่ชีวกโกมารภัจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้ฟันหลวงพ่อหายปวดเถิด  ลูกขอยอมรับทุกอย่าง ให้มาเกิดกับลูกเอง..เท่านั้นแหละก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สงสารหลวงพ่อจับ ใจ..

- เมื่อกราบถวาย การรักษาฟันหลวงพ่อแล้ว อธิษฐานจิตแล้วก็เดินทางกลับ อาจารย์บุปผาชาติ พงษ์ประดิษฐ์ช่วยขับรถให้ (พี่โอ๋ช่วยขับรับส่งแทบทุกครั้ง ที่มากราบถวายการรักษาหลวงพ่อ)ระหว่างทางจากวัดกลับนครสวรรค์ ทันใดนั่นเองมือเท้าของข้าพเจ้าก็ค่อยๆ ชา ชาจากปลายนิ้วขึ้นมาเรื่อยๆ ชาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ด้วยอาการตกใจ จึงร้องบอกพี่โอ๋ว่า "กระดิกไม่ได้แล้ว" พี่ก็สั่งให้ลองขยับ น้องก็ลองขยับ โอย! ขยับไม่ได้หงิกงออยู่ตรงเบาะรถ..ชุลมุนชุลเกอยู่ในรถ อีกตั้งสิบกิโลเมตร กว่าจะถึงโรงพยาบาล ทำอย่างไรดีพี่โอ๋ได้สติเตือนให้นึกถึงองค์พระ พุ่งใจไปพระนิพพาน  โอ! ได้เรื่อง เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตายกราบอาราธนาบารมีองค์สมเด็จ พุ่งใจไปพระนิพพาน กายเป็นอย่างไร ไม่สนใจแล้วจิตสว่างว้าบ..กายก็หงิกอย่างนั้น ไม่สนซะอย่าง...พอถึงโรงพยาบาล ทหารรีบเอารถเข็นมารับ พร้อมกับถามว่า "หมอเป็นอะไรครับ" ไม่รู้จะบอกอย่างไร...รีบเข็นไปห้องฉุกเฉินน้องหมอมาดูอาการไม่รู้ว่าเป็น อะไร พี่โอ๋บอกว่า "คงแพ้ผงชูรส" น้องก็เลยฉีดคลูโคสให้ก่อนแล้วเจาะเลือดดูอีกที บีบนวดประคบน้ำอุ่น รักษาตามอาการที่แสดงซักพักอาการก็ดีขึ้น จึงได้นอนพัก พักใหญ่...ผลทดสอบของเลือดออกมา ทุกอย่างปกติ ไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ภายหลัง เ มื่อพบแม่ค้าที่ผักข้าวให้ทาน ถามว่าใส่ผงชูรสมากไหมปรากฏว่าไม่ได้ใส่ผงชูรสเลย แล้วอะไรละที่เกิดขึ้น  เพราะปกติเป็นคนแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย...นึกไปนึกมานึกอ๋อ! ในใจก็ตั้งจิตอธิษฐานอย่างไรล่ะ ก็เลยได้ชิมทุกขเวทนา ที่หลวงพ่อท่านได้รับ นี่แค่กะผีกนิดๆ นะนี่ เท่านั้นแหละ น้ำตานี้ร่วงเผาะๆ สงสารหลวงพ่อที่ต้องทนทุกขเวทนา เพื่อจะโปรดลูกหลานของท่าน จิตใดที่ดีมากก็ส่งถึงพระนิพพาน จิตใดดีน้อยลงไปหน่อย ก็ส่งไปสวรรค์ก่อนแล้วค่อยต่อถึงพระนิพพานอีกรอบ

- ลูกกราบแทบเท้าหลวงพ่อ การใดที่ลูกจะรับใช้หลวงพ่อได้ ขอหลวงพ่อได้โปรดเมตตาสั่งการลูกขอน้อมรับและปฏิบัติด้วยชีวิต

- บุคคลใดก็ตามที่ได้รับใช้หลวงพ่อคงจะมีเหตุการณ์ประทับใจในองค์หลวงพ่อมากมายดังตัวอย่างที่เล่าให้ฟังอีก...

- ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๓๒ - ๓ สิงหาม ๒๕๓๔ เป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด ของลูกที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ลูกได้กราบถวายการรักษาฟันหลวงพ่อ ประมาณ ๔๖ ครั้ง ได้รับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อ ได้ทราบปฏิปทาและกการวางองค์ของหลวงพ่อ นับเป็นพระเมตตาของหลวงพ่อที่ประทานโอกาสให้ลูกได้กราบถวายการรักษาฟันของ องค์ท่าน  จิตของลูกบอกเสมอว่าการเกิดเป็นทันตแพทย์ในชาตินี้คุ้มเหลือเกิน คุ้มทั้งชาตินี้ ชาติหหน้า และชาติต่อๆ ไปถ้าต้องมาเกิดอีก

- หลวงพ่อ...ท่านเป็นคนใข้ที่พูดตามภาษาหมอก็ต้องพูดว่า ท่านเป็นคนใข้ที่น่ารักมาก คำน้อยมิเคยปริปากบ่นแม้จะเจ็บแม้จะเมื่อย ท่านก็มิเคยพูดให้หมอช้ำใจ ท่านพยายามอำนวยความสะดวกโดยการจัดสังขารร่างกายของท่าน เพื่อเข้ากับตำแหน่งที่หหมอถนัดที่สุด ทั้งๆ ที่สังขารร่างกายของท่านนั้น ไม่ได้สมบูรณ์แข็งแรงเลย ท่านมิเคยปริปากว่าเมื่อย แม้จะนานเท่าใดกราบเรียนถามว่า "หลวงพ่อเจ้าขา เจ็บไหมเจ้าค่ะ" ท่านเมตตาบอกว่า "ไม่เป็นไรกายหลวงพ่ออยู่ที่หนึ่ง จิตหลวงพ่อไปแล้ว...ไปเที่ยว..." แทบทุกครั้ง...ถ้ามีเวลาหลวงจากกราบถวายรักษาฟัน ท่านจะนำเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านไปเที่ยว
มาเล่าให้ฟัง

- แม้หลวงพ่อจะกล่าวว่า "ไม่เป็นไร" ใจลูกก็ไม่อยากให้ท่านเจ็บ แม้แต่นิด ฝีมือลูกมีเท่าไรก็พยายามใช้อย่างเต็มที่ แต่เหนือสุด เหนือสิ่งอื่นใด  ก่อนกราบถวายการรักษาลูกกราบอาราธนาบารมีคุณพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ คุณมารดา คุณบิดาคุณครูบาอาจารย์ ท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่ศรี ท่านแม่จิต ท่านแม่วิลาวัลย์ ท่านลุงพุฒเทพพรหมเทวดาทั้งหมด ท่านปู่ชีวกโกมารภัจ ขอได้โปรดช่วยให้ลูกได้กราบถวายรักษาหลวงพ่อให้ดีที่สุด...ขณะที่ถวายการ รักษาก็พยายามเจริญสมาธิไปด้วย

- สภาพฟันของหลวงพ่อ ไม่ค่อยเหมือนปกติเลย บางครั้งดูเหมือนไม่มีรอยโรค แต่เช็คไปเช็คมาโดยเอาความรู้ทางวิชาการและจากองค์หลวงพ่อบอกมา ก็เจอสาเหตุทุกครั้งร่างกายของท่านผิดปกติที่ใดท่านทราบของท่านดี และช่วยหมอวินิจฉัยโรคด้วยลักษณะฟันขององค์ท่านไม่ค่อยเหมือนฟันคนอื่น อาจเพราะท่านใช้สังขารมานานเหลือเกิน จนต้องใช้คำว่าดุจบทความที่ท่านฝากไว้ว่า...

- "พ่อรักลูกทุกคนมาก...ชีวิตของพ่อ ไม่มีความสำคัญไปกว่า ความดีของลูกเหนื่อยเพื่อลูกจึงไม่มีสำหรับพ่อ มันเหนือความเหนื่อยและเหนือความเบื่อหน่ายของพ่อ ความดีของลูกเป็นปัจจัยให้พ่อรักลูกทุกคนยิ่งกว่าชีวิตของพ่อ ฉะนั้นขอบรรดาลูกทุกคน จงรักษาความดีของลูกไว้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม

- สิ่งใดก็ตาม ถ้าเป็นประโยชน์แก่ลูก พ่อจะทำทุกอย่างเพื่อลูกของพ่อและพ่อจะไม่ห่วงใยอาลัยในชีวิตของพ่อ ถึงแม้ว่าเลือดและเนื้อของพ่อจะเหือดแห้งไปก็ตามทีหรือว่าชีวิตอินทรีย์ของ พ่อจะสลายไปก็ตาม พ่อทำทุกอย่างได้เพื่อลูก

- ขอความสุขสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ทรงบรรลุแล้วก็ดี ขอบรรดาลูกแก้วทั้งหมดของพ่อจงปรากฏมีผลเช่นเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลาย ในชาติปัจจุบันนี้เถิด" ...พระราชพรหมยาน

- เมื่อหลวงพ่อปวดฟัน ท่านไม่เคยเอาความเจ็บป่วย มานำหน้าภารกิจของท่านเลย มีครั้งหนึ่งท่านปวดฟันมาก(คนที่เคยปวดฟัน จากการมีถุงหนองที่ปลายรากฟัน คงทราบดีว่าปวดแค่ไหน)กราบขออนุญาตถวายการรักษาทันทีทันใด ท่านบอกว่า "ไม่ได้หรอก เพราะติดภารกิจ ของพระศาสดาอีกจะทำให้ศรัทธาของญาติโยมเสียไป ถ้าไม่เจอองค์ท่าน"

- ได้ฟังแล้วน้ำตาไหลเลย สงสารท่านจับใจ ไม่รู้จะบอกอย่างไร รู้แต่ว่าท่านปประทานโอกาสจะกราบถวายการรับใช้อย่างดีที่สุด เท่าที่ลูกได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ จากคณะทันตแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- ตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ลูกได้กราบถวายการรักษาฟันหลวงพ่อ ลูกได้พยายามสังเกตุ จริยาจารวัตรของท่านและพยายามยึดถือเป็นแนวปฏิบัติตาม ใครยิ่งอยู่ใกล้ท่าน ก็ต้องยิ่งรักยิ่งเคารพท่านเป็นเงาตามตัวหลวงพ่อเป็นเพชรน้ำเอกในบวรพุทธ ศาสนา ลูกภูมิใจเหลือเกินที่มีโอกาสรับใช้หลวงพ่อชีวิตนี้ลูกไม่เสียดายแล้วที่ เกิดมา เพราะได้มีโอกาสรับใช้หลวงพ่อ แม้เพียงเท่าธุลีลูกก็ดีใจและถือเป็นมหากุศล...สาธุ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
"พระเมตตา...ที่พึ่งสูงสุด" โดยคุณ ธัญนันท์ วรรณศรี / ลูกศิษย์บันทึก ๓ / ๔๕๔

- ข้าพเจ้าทราบว่า เสาร์ อาทิตย์ ต้นเดือน หลวงพ่อจะมาที่ซอยสายลม เพื่อสอนกรรมฐานถึงแม้จะอยู่ไกลแค่ไหน ข้าพเจ้าก็จะพยายามทำบุญกับหลวงพ่อของข้าพเจ้า

- ครั้งหนึ่ง ในความทรงจำของข้าพเจ้า ไม่อาจให้ผ่านไปได้โดยไม่ได้กล่าวถึงคือบ้านเกิดข้าพเจ้าอยู่ไกลทางภาค อีสาน  ข้าพเจ้ากำลังทุกข์ใจหลายๆ เรื่อง เมื่อรู้กำหนดว่า หลวงพ่อจะมาข้าพเจ้าจึงตั้งใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  เพื่อมากราบหลวงพ่อและร่วมทำบุญข้าพเจ้าเดินทางด้วยรถโดยสารพร้อมลูกชาย ระยะเดินทาง ๘ ชม.

- ข้าพเจ้านั่งคิดถึงเรื่องเงินในกระเป๋าทำไมข้าพเจ้าไม่สตางค์เยอะๆ นะ ข้าพเจ้าจะได้ทำบุญกับหหลวงพ่อให้เต็มอิ่มแต่นี่ค่าเดินทางก็ครึ่งพันแล้ว เงินเหลือทำบุญไม่มาก ยังค่ากิน ค่ารถขากลับอีกใจก็คิดว่ามีไม่มีก็จะทำบุญล่ะ คิดถึงหลวงพ่อ นั่งภาวนาพุทโธเรื่อยๆ ไม่รู้หลับตอนไหน..รู้สึกตัวอีกครั้ง  เมื่อได้กลิ่นยานัตถ์ฉุนชินจมูก ใจลูกคิดขึ้นมาว่า กลิ่นยานัตถ์หลวงพ่อนี่นาข้าพเจ้าเหลียวซ้ายแลขวา หลวงพ่อยืนอยู่ข้างตัวข้าพเจ้าข้าพเจ้าไม่สามารถบอกความรู้สึกในขณะนั้นกับ ท่านทั้งหลายได้เลย  หลวงพ่อมองข้าพเจ้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตายิ่งนัก ท่านยกมือลูบศรีษะข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายกมือไหว้พอข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นหลวงพ่อก็หายไปแล้ว ความปิติในครั้งนั้น ข้าพเจ้าปีติจนสะอื้นเวลาใดที่ข้าพเจ้าหมดกำลังใจ ต้องการที่พึ่ง หลวงพ่อไม่เคยทิ้งข้าพเจ้า ไม่เคยทิ้งลูกหลานของท่านเลย

- ข้าพเจ้าเก็บความปลื้มปีติมานาน จนกระทั่ง หลวงพ่อได้มาวัดที่ระยองคือวัดเขาไผ่ เพื่อยกช่อฟ้าข้าพเจ้าได้มาทำบุญกับหลวงพ่อ จึงได้ถามหลวงพ่อว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าพบจริงหรือเปล่า (ดูสิสงสัยอีกแล้ว)หลวงพ่อตอบว่า "รู้แล้วยังถามอีก ไอ้ขี้หมา" ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ แบบสุดสุดในชีวิตที่ได้พบเมตตาจากหลวงพ่อ ด้วยอภิญญาที่ข้าพเจ้าลืมไม่ได้ตลอดชีวิต

- ลุงพุฒิ และหลวงพ่อ...ข้าพเจ้าไปซอยสายลม  ก่อนสอนกรรมฐานตอนค่ำข้าพเจ้าเห็นคนเขียนปัญหาไปให้ลุงยกทรง...ช่วยถามหลวง พ่อให้ ข้าพเจ้าก็เกิดอยากถามมั่ง  เพราะชวนเพื่อนไปดูหมอ เค้าทักข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าจะประสบเคราะห์กรรมอย่างหนักมาก ถึงกับต้องเสียอวัยวะ  ข้าพเจ้าก็กังวล จะต้องประสบในเดือนเมษายน ๒๕๓๒  ข้าพเจ้าก็เลยตัดสินใจ เขียนปัญหาไปถามหลวงพ่อ ท่านเมตตาตอบว่าให้ปล่อยปลา ๒ ตัวปลาอะไรก็ได้อธิษฐานขอชีวิต   ข้าพเจ้าก็ตั้งใจไปทำตามหลวงพ่อบอก ในวันนั้นข้าพเจ้าได้อยู่ร่วมสวดอิติปิโส ๓ ห้อง ถวายหลวงพ่อ ๓ จบ ก่อนที่จะพากันแยกย้ายกลับบ้าน พอสวดเสร็จ หลวงพ่อก็พูดออกไมค์ว่า "เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งลุกๆ เมื่อกี้ลุงเค้าแต่งเต็มยศมาเลยนะ ควงกระบองมาด้วยใครนะที่จะมีเคราะห์เดือนเมษายนนะ ลุงเขามาบอกว่า ให้ปล่อยปลา ๒ ตัว พร้อมดอกมะลิ ๕ ดอก ไปกราบพระประธานวัดไหนก็ได้ กราบขอพร ขอให้ช่วยรักษาขันธ์ ๕ ให้ปลอดภัย จากอันตรายทั้งปวงนะ"   ข้าพเจ้าซึ้งใจจนน้ำตาซึม ที่ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อ จากลุงพุฒิพระคุณหลวงพ่อและลุงพุฒิ ที่มีเมตตาสงเคราะห์ ต่อลูกหลานหาประมาณมิได้ข้าพเจ้าต้องจดจำไปตลอดชีวิตของข้าพเจ้าทีเดียว

     เรื่อง "ชานหมาก รุ่นครกหิน..." ปกติข้าพเจ้า จะคอยติดตามข่าวของหลวงพ่อจากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" เสมอๆ ถ้าหากมีเวลา ทราบว่าหลวงพ่อจะไปไหน ถ้าข้าพเจ้าพอมีเวลาข้าพเจ้าจะตามไปทำบุญด้วยเสมอ  เมื่อทราบว่าหลวงพ่อจะไปยกช่อฟ้าที่วัดเขาไผ่  ข้าพเจ้าพร้อมพรรคพวกที่พัทยา ก็จะรวมกันเหมารถตามไปทำบุญกับหลวงพ่อ ใจมันฟูตั้งแต่เริ่มออกเดินทางพอไปถึง  หลวงพ่อก็ทักทายข้าพเจ้าว่า "เฮ้ย! พวกเองมาจากพัทยาเหรอลูก มากันกี่คนล่ะลูก" ข้าพเจ้าตอบหลวงพ่อไปว่า มา ๑๒ คนเจ้าค่ะ หลวงพ่อบอกว่า "เมื่อคืนนี้หมดแรงเข้าส้วมท้องเสียซะแทบยืนไม่อยู่" ข้าพเจ้าสงสารหลวงพ่อที่ต้องทรมานร่างกายให้ลูกให้หลานได้ชื่นชมบารมี เป็นข้าพเจ้าคงไม่สู้แน่ๆ

- ข้าพเจ้าเคยไปกราบ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา หลวงปู่ท่านพูดถึงหลวงพ่อด้วยความชื่นชมเสมอว่า "หลวงพ่อฤาษีนะเหรอ องค์นี้ ถ้าทำเพื่อศาสนา เพื่อกรรมฐานเขาไม่ยอมแพ้จนหมดลมนั่นแหละ ต้องยกให้เขานะ" ความปิติอันนี้ อยู่ในใจข้าพเจ้าตลอดมา

- ข้าพเจ้า เห็นผู้คนเข้าไปทำบุญกับหลวงพ่อ จะได้พระคำข้าวบ้าง แหนบทองบ้าง ซึ่งบางคนก็ขอชานหมากหลายๆ คนรอจ้องจะขอชานหมากหลวงพ่อ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย หลวงพ่อก็กำลังเคี้ยวหมากยังไม่ทันละเอียดด้วยซ้ำ ก็มีผู้ศรัทธาในองค์หลวงพ่อท่านหนึ่ง เป็นผู้หญิงเข้าไปขอชานหมาก หลวงพ่อบอก "เฮ้ย! มันต้องมีค่าไถ่" พร้อมกับหัวเราะ เธอกระควักสตางค์ ออกมาถวายหลวงพ่อทันทีทันใดหลวงพ่อก็ต้องคายชานหมากในปากให้เธอไป

- เอาละซิคราวนี้ ชักมีคนอยากขอไถ่ชานหมาก เรียกว่า นับกันไม่ไหวเลยล่ะ หลวงพ่อก็เลยหัวเราะหันไปพูดกับลุงยกทรงว่า "อย่างนี้มันต้องใช้ครกตำนะ" ข้าพเจ้าบอกหลวงพ่อทันทีนั่นเองว่าหลวงพ่อ หนูไปเอาเอง พร้อมกับวิ่งไปในครัวของวัด ได้ยินเสียงหัวเราะของหลวงพ่อและลุงยกทรงไล่หลังทางลำโพงว่า "ไอ้ขี้หมานี่มันเร็วจริงๆ ว่ะ" ข้าพเจ้าไปขอครกในครัวล้างอย่างดีมาจนได้ ก็ครกหินตำพริกแกงนั่นแหละความที่อยากได้ชานหมากจนแทบหายใจไม่ออก ผู้ศรัทธาแทบจะเหยียบกัน หลวงพ่อก็เลยตำหมากในครกหินบอกว่า "โยมฉันจะแบ่งเป็น ๒ ถุงนะ พัทยา ๑ ถุง บ้านฉาง ๑ ถุง เอาไปแบ่งกันนะ"...อี ตอนแบ่งกันก็เอาอีกแล้ว คนนั้นคนนี้มันเยอะจริงๆ พอเหลือถึงข้าพเจ้าก็เหลือเพียงน้ำหมากและเศษของชานหมากนิดหน่อยเท่านั้น แต่ความปีติไม่ได้หมดไป ข้าพเจ้าปลื้มใจมาก นำมาบูชา พอไปเปิดดูน้ำหมากแห้งเป็นเกล็ดเล็กๆ ซึ่งทำให้ดีใจจนน้ำตาใหล น้ำหมากชานหมากของหลวงพ่อต่อไปคงกลายเป็นพระธาตุแน่นอนที่สุด กำลังใจข้าพเจ้ามั่นคงเสมอต่อองค์หลวงพ่อ

- อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าปลาบปลื้มใจคือ ข้าพเจ้าได้เช่ารูปเหมือนองค์ยืนของหลวงพ่อไปบูชาซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยสังเกตุ จนเห็นปกท้ายเล่ม หนังสือธัมมวิโมกข์ ลงข่าวเรื่องพระรูปเหมือนองค์ยืนเป็นพระธาตุ ข้าพเจ้าก็ไปเอาของข้าพเจ้ามาดูมั่ง ของข้าพเจ้าก็เป็นเกล็ดขาวๆ ปนแก้วที่มุมปากของรูปเหมือน และบริเวณคอด้วย เมื่อข้าพเจ้าไปทำบุญที่ซอยสายลม จึงได้ถามหลวงพ่อว่าเป็นพระธาตุหรือไม่ หลวงพ่อตอบว่า "ใช่ เป็นพระธาตุ" ข้าพเจ้าดีใจมาก หลวงพ่อบอกว่า "พระท่านรู้กำลังใจของคนบูชานะ พระท่านจึงสงเคราะห์" ข้าพเจ้าทั้งปลื้มใจทั้งดีใจใจข้าพเจ้าฟู ความดีที่ข้าพเจ้าทำไม่สูญไปไหน ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้านั้นจริงที่สุด...สาธุ

ลุง. ศ:
เรื่อง "ตามหาพระดี"   ดร.ปริญญา นุตาลัย ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๖๕๕

- ...หลังจากผู้เขียน ได้พบหลวงพ่อแล้ว เมื่อได้ยินชื่อพระที่ชาวบ้านเล่าลือว่าดีหรือไปได้พบมาด้วยตัวเอง  ก็มักหาโอกาสกราบเรียนถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และท่านก็บอกรูปร่างลักษณะขององค์พระนั้นพร้อมทั้งคุณวิเศษของพระองค์นั้น ทันที ดังนั้น ที่ท่านว่า "ขึ้นชื่อว่าพระ (หรือคน) อย่าให้ฉันได้ยินชื่อ ถ้าได้ยินชื่อแล้วรู้หมด" จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์สำหรับผู้เขียนเสมอมา จะขอเล่าให้ฟังสักสองสามเรื่อง

- ก่อนที่หลวงพ่อจะได้พบกับหลวงพ่อวัดน้ำบ่อหลวง (ครูบาอินทจักรรักษา) ผู้เขียนถามหลวงพ่อว่า "ครูบาเป็นพระดีไหม" ท่านตอบว่า "อ๋อ ท้วมๆ ขาวๆ ใช่ไหม องค์นี้สามเขี้ยวนะ (อนาคามี)" อีกองค์หนึ่งผู้เขียนถามท่านคือ หลวงพ่อชม อนังคโน สำนักสงฆ์นันทาสุภาพ ปจันตคาม   ผู้เขียนไม่ได้เอ่ยชื่อหลวงพ่อชมด้วยซ้ำ เพียงแต่บอกว่า "หลวงพ่อ ผมว่า ผมพบพระดีอีกองค์แล้ว" เพราะผู้เขียนเพิ่งไปหาหลวงพ่อชมมา ท่านบอกว่า "อ๋อ องค์เล็กๆ ขาวเหลืองใช่ไหมองค์นั้นอนาคามีนะ"  

- เมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนเคยไปกราบนมัสการ ท่านอาจารย์ จาม สมัยนั้นท่านยังอยู่ที่เชียงใหม่ท่านอาจารย์จามท่านปรารถนาพุทธภูมิ และท่านมีทิพจักขุญาณแจ่มใสมากท่านอาจารย์จามเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า "ในบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายรัชกาลที่ห้าของเรามีบารมีมากที่สุด วิมานท่านใหญ่โตสว่างไสว และบริวารท่านเต็มแล้วขณะนี้ท่านช่วยหาบริวารให้พรโพธิสัตว์องค์อื่นๆ "   ท่านเล่าว่า "พระพุทธเจ้าหลวงจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒๒" (ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด) ท่านบอกด้วยว่าจะทรงพระนามว่าอย่างไรผู้เขียนเคยจดไว้แต่ตอนนี้หากระดาษแผ่น ที่จดเอาไว้ไม่เจอเสียแล้ว

- ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้ให้หลวงพ่อของเราฟัง ท่านเปรยออกมาว่า "องค์อื่นเขาก็รู้ได้เหมือนกันนะ" พระดีองค์อื่นๆ ที่หลายๆ ท่านรู้จักกันดี เช่น อาจารย์มั่น  ท่านพ่อลี  หลวงปู่นาค หลวงปู่ขาว  หลวงปู่แหวน  ท่านอาจารย์ฝั้น  ท่านเจ้าคุณนรรัตน์  ครูบาพรหมจักรครูบาคำแสน  ครูบาชุ่ม  หรือแม้แต่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้ว ฯลฯ หลวงพ่อได้เล่าหรือปรารภไว้ในเทปหรือหนังสือของท่านหลายๆ แห่งแล้ว ผู้เขียนจะขอข้ามไป

- มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าจได้บันทึกเอาไว้ คือเรื่องของหลวงพ่อชา สุภัทโท ครั้งหนึ่งพี่หมอสมศักดิ์ (พล.ต.ท.น.พ.สมศักดิ์ สืบสงวน) เล่าเรื่องผู้ไม่ประสงค์ดีใช้คุณไสยมาทำร้ายท่านอาจารย์ชาทำให้ท่านเป็น อัมพาตพูดไม่ได้ให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อท่านก็ฟังเฉยๆ...ผู้เขียนนั่งฟังอยู่ด้วยก็ขัดคอพี่หมอว่า "เรื่องนี้ไจริงพระธรรมย่อมรักษาผู้ประพิฤติธรรม" หลวงพ่อท่านตอบผู้เขียนทันทีเหมือนกันว่า "พอด๊อกเตอร์พูดฉันก็เห็นภาพหลวงพ่อชา ผูกปากควายไม่ให้กินหญ้า กรรมอันนี้ติดตามมา ทไห้ท่านพูดไม่ได้ในชาตินี้"

- เมื่อเร็วๆ นี้ท่านได้บอกลูกหลานอีกว่า "ใครอยากตามหาพระดีนะแค่สมเด็จ ๔ องค์ที่ฉันนิมนต์ไปที่วัดก็น่าจะพอ พระ ๔ องค์นี้ไม่กลับมาเกิดอีก"  สมเด็จ ๔ องค์ที่ว่านี้คือ

     ๑. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา

     ๒. สมเด็จพระมหาวีรวงค์ วัดราชผาติการาม

     ๓. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดประทุมคงคา

     ๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ


ดร.ปริญญา นุตาลัย เรื่อง "หลวงพ่อดูพระ"

- เมื่อสมัยผู้เขียนได้อ่าน หนังสือประวัติหลวงพ่อปานใหม่ๆ เกิดความอยากได้พระหลวงปู่ปานเต็มกำลังจึงไปเดินหาเช่าตามตลาดพระเครื่อง และก็ได้มา ๒ องค์  พอได้มาแล้วก็เอามาเลี่ยมแขวนคอทั้งสององค์  วันหนึ่งไปหาหลวงพ่อที่วัด ก็กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ได้พระหลวงปู่ปานมาสององค์พร้อมทั้งถอดพระออกจากคอให้ท่านดู พอส่งให้ท่าน  ท่านแบมือออกมารับแล้วถามว่า "ไหนละใบสุทธิ" ผู้เขียนงง จึงกราบเรียนถามท่านว่า "ใบสุทธิอะไรครับ" ท่านหัวเราะแล้วบอกว่า "เป็นพระก็ต้องมีใบสุทธิซิ ๒ องค์นี้ยังไม่ได้บวช" แล้วท่านพูดต่อว่า "ไม่เป็นไรหรอกคืนนี้จะทำให้" ผู้เขียนเลยได้พระหลวงปู่ปานรุ่นพิเศษ ที่ปลุกเสกโดยหลวงพ่อด้วยประการฉะนี้

- อีกครั้งหนึ่งหลวงพ่อพาคณะศิษย์ ขึ้นไปนมัสการพระสุปฏิปปันโน ที่เชียงใหม่ และลำพูนเมื่อไปกราบหลวงปู่ทึม ที่วัดจามเทวี ครูบาท่านเอาพระมาแจกลูกศิษย์หลวงพ่อคนละองค์วิธีแจกพระของท่านหลวงปู่ครูบา บุญทึมแปลกมากเหมือนกัน...คือตอนแรกท่านก็ไปเปิดหีบเก็บพระ แล้วเอามาแจก (ถ้าจำไม่ผิดพระที่ท่านแจกบรรดาลูกศิษญ์หลวงพ่อคราวนั้นคือ พระรอด) แต่พระที่ท่านถวายหลวงพ่อคือ เหรียญครูบาศรีวิชัยหลวงพ่อของเราท่านเล่าว่า พอรับพระจากครูบาก็รู้สึกทันทีว่า อานุภาพพระแรงมาก จึงอยากจะรู้ว่าใครทำพอนึกแค่นั้นท่านก็เห็นครูบาศรีวิชัยปรากฏขึ้นและบอก ว่า "ฉันทำเอง" หลวงพ่อท่านเล่าต่อว่า พระทั่วๆ ไปนั้นท่านจับแล้วรู้สึกเฉยๆ พระที่ท่านจับแล้วรู้สึกอานุภาพคือ พระสมเด็จ, พระหลวงปู่ปาน  ก็พอดีมาเจอครูบาศรีวิชัยอีก

- ขอวกกลับมาเรื่องวิธีแจกพระ ของหลวงปู่ครูบาทึมอีกนิด ที่ว่าแปลกก็คือ พอท่านแจกพระเสร็จแล้วก็ยังมีพวกที่อยู่เชียงใหม่ที่ตามมาสมทบทีหลัง หลวงปู่ใช้วิธีล้วงเอาพระตามอังสะของท่าน ออกมาให้ผู้เขียนได้พระเหรียญท่านอาจารย์ฝั้น จากหลวงปู่จากวิธีล้วงอังสะของท่านนี่แหละ

- กลับถึงเรื่องหลวงพ่อดูพระ อีกทีคราวหนึ่ง แม่ผู้เขียนได้พระสมเด็จ เพื่อนให้มาหนึ่งองค์ด้วยความไม่แน่ใจจึงเอามาให้หลวงพ่อดู พอควักตลับพระออกจากกระเป๋าจะถวายท่านหลวงพ่อก็โบกมือบอกไม่ต้องดูหรอก ของแท้..หลวงพ่อท่านบอกว่า ใครให้ท่านดูพระ ถ้าท่านดูนาน  แสดงว่าท่านกำลังคิดว่าจะตอบยังไงดีไม่ให้เจ้าของเสียกำลังใจ  ถ้าพระแท้ พอเจ้าของถามก็รู้คำตอบและส่งพระคืนให้เจ้าของทันที...สาธุ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
เรื่อง "ท่านย่ามุก และท่านย่าจันทร์ ทำบุญหนีบาป" โดย ม.ล.วรวัฒน - กานดา นวรัตน์ ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๑๖๐,๑๖๑

     เมื่อคณะของหลวงพ่อ เดินทางจากกระบี่เข้าภูเก็ต ปรากฏว่ามีเทพธิดาคือท่านย่ามุก และท่านย่าจันทร์ไปต้อนรับหลวงพ่อ หลวงพ่อถามท่านย่าทั้งสองว่า "ทำสงครามฆ่าคนตายตั้งเยอะ ทำไมได้ขึ้นสวรรค์" ท่านย่าตอบว่า "ก็อิฉันไม่โง่นี่เจ้าค่ะ พอเสร็จสงคราม ก็สร้างวัดทำบุญเป็นการใหญ่ อานิสงส์ ผลบุญจึงช่วยให้ได้ไสวรรค์" ข้าพเจ้าสมัยหนึ่ง เคยนึกในใจว่า ถ้าคนโบราณสร้างโรงเรียนสร้างโรงพยาบาลจำนวนมาก เหมือนที่สร้างวัด คนไทยจะสบายกว่านี้มาก บางทีวัดอยู่ใกล้ๆ กันหลายวัดก็มีตอนนี้จึงเข้าใจแล้วว่า การสร้างวัดเป็นวิหารทาน มีอานิสงส์มากกว่า คนโบราณฉลาดในการทำบุญให้ได้กุศลมากๆ จึงนิยมสร้างวัด ถวายให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา...


เรื่องพระภูมิเจ้าที่โรงไฟฟ้าที่ภูเก็ตจับตัวโขมยสายไฟ

     ขณะที่หลวงพ่อ พักอยู่ที่บ้านวิศวกรโรงไฟฟ้าภูเก็ต มีพนักงานโรงไฟฟ้าพร้อมครอบครัวจำนวนมากเข้าไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อได้ชี้ตัวถามพนักงานคนหนึ่งว่า "เคยขโมยสายไฟหรือเปล่า"  พนักงานคนนั้นตกใจ อ้อมแอ้มรับว่า เคยขโมย หลวงพ่อสั่งสอนว่า  เลิกขโมยเสียนะ สายไฟมันจะดึงลงนรก  รุ่งขึ้นตอนเช้าหัวหน้าโรงไฟฟ้า เข้ากราบถามชื่อพนักงานที่เป็นขโมย หลวงพ่อตอบว่า "พระภูมิเจ้าที่บอกว่า เขารับสารภาพ จึงยกโทษให้  ถ้าไม่รับสารภาพจะลงโทษหนัก" หลวงพ่อสั่งสอนหัวหน้าว่า ต่อไปดูแลเก็บพัสดุสิ่งของให้ดีจะไม่มีใครขโมยได้อีก

     เรื่องที่ หลวงพ่อทราบเหตุการณ์ต่างๆ อย่างน่าแปลกนี้  ข้าพเจ้าเคยประสบด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งสมัยแรกๆ ที่ได้ไปกราบหลวงพ่อ ณ ที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ในวันหนึ่งพวกเราเข้าแถวคลานตามกันเข้าไปกราบหลวงพ่อ  ทหารอากาศคนหนึ่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าเข้าไปกราบ  หลวงพ่อถามว่า  "เคยขโมยลูกปืนไหม" เขาตอบปฏิเสธ หลวงพ่อย้ำอีกครั้งว่า  "ไม่ใช่ลูกปืนที่ยิงกันแต่เป็นลูกปืนเครื่องจักร" ทหารอากาศคนนั้นนิ่งเงียบไม่ปฏิเสธอีก เท่ากับยอมรับโดยดุษฏีหลวงพ่อสั่งสอนให้เลิกขโมยเสีย พอถึงคราว คนที่อยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าเข้าไปกราบ หลวงพ่อถามว่าคุณกินเหล้าหรือเปล่า เขาตอบ  วันนี้ไม่ได้ดื่มเหล้า แต่ปกติเคยดื่ม  หลวงพ่อสั่งสอนให้เลิกเสีย

     ครั้นถึงคราวข้าพเจ้าบ้าง วันนั้นข้าพเจ้าเช่าพระองค์หนึ่งจากวัดท่าซุง นำเข้าไปถวายขอให้หลวงพ่อแผ่เมตตาจิตแล้วข้าพเจ้า จะได้รับมาจากมือของหลวงพ่อก่อนหน้านั้น ขณะรอคิวอยู่ข้าพเจ้าอธิษฐานในใจ ขณะที่อยู่ห่างหลวงพ่อว่า "บุญกุศลทั้งหลาย ที่ได้บำเพ็ญไว้แล้วขอจงเป็นผลหนุนส่งให้ข้าพเจ้า  ได้บรรลุพระนิพพานในชาติปัจจุบันชาตินี้ขอเกิดเป็นชาติสุดท้าย...ขอความ ตั้งใจของข้าพเจ้าครั้งนี้ จงสำเร็จผลสมความปรารถนาภายในชาติในภพปัจจุบันนี้ด้วยเถิด"   พอข้าพเจ้าเข้าไปกราบหลวงพ่อ ท่านรับเอาพระไปยกขึ้นจบและก่อนจะส่งคืนให้ข้าพเจ้า หลวงพ่อหันมายิ้มแล้วบอกว่าข้าพเจ้าว่า "ที่ขอเมื่อกี้นี้พระท่านบอกว่าไปได้ ไปได้" ข้าพเจ้าปลื้มใจมากที่จะได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดเสียที  ถ้ามีลมหายใจอยู่ตราบใดก็จะทำหน้าที่ทุกประการอย่างเต็มกำลังความสามารถ  ถ้าหยุดหายใจเมื่อใดก็เลิกกัน จะออกจากร่างนี้ไปแล้วไปลับจะไม่กลับมามีร่างกายนี้อีกต่อไป  จะตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  และตามรอยเท้าพระอรหันต์เจ้าทั้งปวงมุ่งลัดตัดตรงไปพระนิพพาน จะไม่หวนกลับมาอีกต่อไป...


เรื่องเทวดาเมืองนครศรีธรรมราช ยกรถไฟ  

      ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อพาคณะศิษย์จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟ ไปจังหวัดนครศรีธรรมราช  ข้าพเจ้ามารับหลวงพ่อที่สถานีรถไฟทุ่งสง พอรถไฟแล่นออกจากทุ่งสงได้ระยะหนึ่ง ถึงเวลาเพลข้าพเจ้านิมนต์หลวงพ่อ และหลวงอามหาอำพัน บุญหลง วัดเทพศิรินทร์ ไปนั่งที่รถเสบียงหลวงอานั่งตรงข้ามหลวงพ่อ ข้าพเจ้าสั่งอาหารมาแล้วนั่งบนพื้นรถไฟข้างๆ หลวงพ่อ และหลวงอาข้าพเจ้าได้ยินหลวงพ่อรำพึงว่า "พระจะฉันข้าว เทวดาจะมาก็มา"

     ขณะนั้นรถไฟกำลังแล่นด้วยความเร็วขึ้นสะพานเล็กๆ สะพานหนึ่ง พอรถไฟลงไปจากสะพานปรากฏว่า  รถโบกี้เสบียงคันนั้นลอยสูงขึ้นวูบหนึ่ง ข้าพเจ้าตกใจมาก เพราะรถลอยขึ้นพ้นจากรางเช่นนั้นมักจะตกราง โอกาสที่รถจะตกลงมาบนรางอย่างเดิมพอดีนั้น ยากมาก ทันใดนั้นโบกี้รถไฟคันตามหลังรถเสบียงก็ชนกระแทกโบกี้รถเสบียงดังสนั่น และโบกี้ถัดๆ ไปก็ชนกันเข้ามาตามลำดับ เสียงดังโครมๆ ขณะนั้นเองจานข้าวของหลวงพ่อ กับหลวงอาพร้อมด้วยชามแกงต้มยำ ก็ลอยสูงขึ้นไปในอากาศแล้วตกลงมาบนโต๊ะจานและชามแตกเป็นสองเสี่ยง น้ำแกงใหลซู่ลงมาเลอะขาข้าพเจ้า และเปื้อนจีวรหลวงพ่อและหวงอาข้าพเจ้าควักผ้าเช็ดหน้า ออกมาเช็ดถวายหลวงพ่อ หลวงอาแล้ว...ได้ยินหลวงพ่อพูดว่า"พวกรถเสบียงพูดไม่ดี มีคนในห้องครัวรถเสบียงคันนั้นพูดว่า นี่หรือชื่อหลวงพ่อฤาษี อยากจะดูว่าจะมีฤทธิ์สักแค่ไหน" หลวงพ่อเล่าว่า เทวดาที่เคยเป็นเพื่อนเก่าของหลวงพ่อ เมื่อพวกห้องครัวเสบียงพูดไม่ดี  ดังนั้นเทวดาท่านจึงแสดงฤทธิ์แทนหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ได้ทำอะไร เทวดาท่านยกรางรถไฟให้สูงขึ้นมาพ้นรางแล้วปล่อยลงบนรางดังเดิม แต่ว่าชามข้าวและชามแกงรถเสบียงแตกเป็นสองเสี่ยงนั้น น่าคิดมากจานชามกระเบื้องของรถไฟ ปกติหนามากไม่ต่ำกว่าครึ่ง ซม. การที่ลอยขึ้นแล้วตกลงมาตรงๆ แตกเป็นสองซีกเช่นนั้น แปลว่าต้องลอยขึ้นสูงไม่ต่กกว่า ๑ ฟุต และการที่จานและชามลอยสูงขึ้นขนาดนั้นรถไฟต้องลอยขึ้นสูงขนาดไหน แต่แล้วแก้วน้ำซึ่งบางและเปราะมากกว่า จานชามกระเบื้องมาก อีกทั้งวางซ้อนกัน๒-๓ ชั้น อยู่ตรงอีกด้านหนึ่งของรถเสบียง ทำไมจึงปรากฏว่า ไม่มีแก้วใบไหนแตกเลยสักใบ น่าแปลกใจมาก  สักครู่หนึ่งต่อมา พวกบ๋อยและพวกกุ๊กรถเสบียงคลานกุบกับตามกันเป็นแถวออกจากห้องครัวกราบหลวง พ่ออย่างนอบน้อม  แล้วขอให้หลวงพ่อเจิมศรีษะให้หลวงพ่อก็เมตตาเจิมให้ทุกคนโดยเคาะที่ศรีษะคน ละที  แล้วกุ๊กก็กราบเรียนว่า "หลวงพ่อไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มประเดี๋ยวกระผม จะนำมาถวายใหม่อีกหนึ่งชุดหนึ่ง"..ข้าพเจ้าสงสัยว่า เทวดามีกายทิพย์มือเทวดาก็โปร่งใสจนมองไม่เห็น แต่ทำไมจึงยกรถไฟที่เป็นเหล็กหนักหลายสิบตันได้ จึงกราบเรียนถามหหลวงพ่อ หลวงพ่อหัวเราะ แล้วอธิบายว่า หนักยิ่งกว่ารถไฟเขาก็ยกได้เป็นอันว่า ข้าพเจ้าได้ประสบด้วยตัวเองถึงอานุภาพของเทวดา ๓ ครั้ง คือ ครั้งหนึ่งที่ทะเลกระบี่เนรมิตมังกรทอง มารับหลวงพ่อที่ชายทะเลหาดนพรัตนธารา จังหวัดกระบี่  ครั้งที่สองพระพรหมที่เฝ้ารักษาพระพุทธมหามงคลบพิตร เคลื่อนย้ายพระพุทธรูทองคำใต้ดิน ที่ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่  และครั้งที่สาม เทวดาเมืองนครศรีธรรมราชยกโบกี้รถไฟ ซึ่งหนักหลายสิบตันลอยสูงพ้นราง

     บทสรุป พระสุปฏิปันโน ผู้รู้จริง เห็นจริง ท่านสอนแล้วเราเข้าใจแจ่มแจ้งเกิดความรู้สึกว่าจะปฏิบัติตามได้ เปรียบเสมือนพระท่านชูประทีปแก้ว ส่องให้เราเห็นทางเดินถุกต้องหลีกพ้นจากพงดงหนาม ข้ามห้วยหุบเหวนรก จนถึงปลายทางได้อย่างปปลอดภัย เราไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่แล้วตายตายแล้วเกิดอีก เวียนว่ายตายเกิดซ้ำซาก โดยไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่อไป..

ลุง. ศ:
เรื่องของคุณเอี้ยง...คัดบางตอนจากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓

..." ผมก็คอยสังเกตุว่าครูฝึกเขาสอนกันยังไงบ้าง  ก็จับจุดได้ว่าการสอนแบบนี้เป้นการแนะนำซึ่งคิดว่า ผมน่าจะทำได้เหมือนกัน ผมจึงเริ่มเป็นครูฝึกมโนมยิทธิกับเขาบ้าง

- เมื่อผมเป็นครูฝึกได้ไม่ถึงปี  วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อไปสอนกรรมฐานที่บ้านสายลมขณะที่หลวงพ่อนั่งเป็นประธาน อยู่ ท่านก็พูดต่อหน้าญาติโยมพุทธบริษัทวันนั้นว่า "ไอ้ครูที่ยังเลวอยู่ ถ้าไม่ดีก็อย่าเสือกไปเป็นครูเขา"

- พอผมได้ยินเช่นนั้น  ตั้งแต่วันนั้นผมก็เลยหยุดสอน  เพราะมีความรู้สึกว่าเรายังเลวอยู่เพราะบางครั้งสอนคน  บางคนก็แก่มีอายุรุ่นพ่อ รุ่นปู่ เป็นผู้ใหญ่ก็มาก เขายกมือไหว้ผมในฐานะครูฝึกกรรมฐาน บางครั้งเจอผมบนถนน ก็ยังยกมือไหว้อีก เมื่อคิดได้เช่นนี้ผมหยุดสอนเด็ดขาดจากนั้นจึงหันมาช่วยงานด้านอื่น...ซึ่ง สมัยก่อนเหตุการณ์ที่วัดสถานการณ์รุนแรงมีภัยฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจ้องปองร้ายหลังพ่อ   ฉะนั้นผู้รับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อ (หน่วย รปภ.) น่าจะมีความรอบคอบ ใจผมนึกอยากเข้าไปอยู่ไกล้หลวงพ่อบ้างตั้งแต่ผมไปช่วยงานวัดท่าซุงมา ผมก็ไปช่วยอยู่แผนกครัวมาตลอด อยู่กลุ่มแม่ครัวผมสนิทกันมากรู้อุปนิสัยกันหมด....

- ช่วงหลวงพ่อไปภูกระดึง พอขึ้นภูกระดึง พอขึ้นภูกระดึง จำได้ว่าพอขึ้นถึงฐานภูกระดึงหลวงพ่อนั่งเสลี่ยงขึ้นภู เหมือนกับเป็นสัญชาตญาณของผม ที่หาไม้ไผ่ ๑ อันพอขบวนเริ่มออก ผมก็เอาไม้ไผ่คอยฟาดไปข้างหน้า เคลียร์พื้นที่ (ผมทำแบบอารมณ์เด็ก)

- พอถึง "ซำแฮก" หลวงพ่อก็นั่งพักที่เรือนพัก พวกลูกศิษย์ติดตามก็พักดื่มน้ำกันปกตินั้นเวลาผมติดตามหลวงพ่อไปที่ไหน ผมจะคอยดูหลวงพ่อ ไม่ให้คลาดสายตาไปจากผม

- ณ ที่นั้น หลวงพ่อพูดกับผมว่า "ไอ้หนู มานี่ซิ เอ็งชื่ออะไร" (ตอนนั้นหลวงพ่อยังไม่รู้จักชื่อผม) ผมตอบว่า "ชื่อเอี้ยงครับ" ท่านพูดว่า "เออตั้งแต่นี่ไปให้เอ็งมาอยูใกล้ข้าฯ ตลอด"  ตั้งแต่นั้นมา กำลังใจผมเต็มเปี่ยมไปด้วยปิติ กำลังใจฟูเต็มที่มีความรู้สึกว่าตัวใหญ่กว่าโลกมนุษย์อีก

- ..."ช่วงที่ผมฝึกมโนมยิทธิได้ ก็มีอารมณ์ ฟิตจัด ผมอยากจะเหาะได้ อยากมีฤทธิ์ อยากเป็นพระอรหันต์   คิดว่าผมมีฤทธิ์เสียอย่างหากมีศัตรูมาทำร้ายหลวงพ่อ ผมจะจัดการให้หมด นี่ผมฝึกเครียด ทำแบบโง่ๆ เพราะใจคิดอย่างนั้น

- พอหลวงพ่อไหนไปพักที่คลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลางคืนผมอยู่ยาม กลางวันก็คอยรับใช้หลวงพ่อ อยู่ใกล้ๆ ท่าน เห็นชาวคณะที่ไปด้วยคุยกับหลวงพ่อ ก็อยากคุยบ้าง พอผมอ้าปากจะคุยบ้าง หลวงพ่อก็พูดขึ้นมาว่า "มึงอย่าเสือก"

- ผมกำลังหนุ่ม อายก็อาย ต้องนั่งตัวแข็ง ต้องใช้อารมณ์กด น้ำตาก็จะไหล แต่จะต้องอดทน  เพราะต้องอยู่ใกล้หลวงพ่ออ่อนแอไม่ได้ หลวงพ่อเคยพูดว่า "เกิดมาต้องมีความอดทน อย่าเป็นคนอ่อนแอขี้สำออย น้ำตาอย่าให้มันไหลออกมา อายเขา"

- เพราะฉะนั้นเวลาถูกทำโทษ หรือถูกดุก็จะอดทน ทั้งๆ ที่อยากจะร้องให้โฮออกมา บางครั้งเวลางานเสร็จต้องไปแอบร้องให้เพราะเสียใจ เพราะผมไม่มีที่ปรึกษา ทุกครั้งที่ถูกดุ หรือถูกเตือน ถูกทำโทษหนักๆ...บางครั้ง ถูกดุถูกทำโทษต่อหน้าสาธารณชนในศาลา ต่อหน้าคนเป็นหมื่นๆ คน ก็จำเป็นต้องอดทน

- ผมเคยถูกดุที่ศาลา ๔ ไร่ ตอนนั้นเป็นงานวัดท่าซุง มีคนมากล้นหลาม งานยุ่งมีคนแหกคอกขึ้นมาทหารที่ยืนอยู่แถวนั้นก็ไม่กล้า ผมก็เลยลงไป ก็เกิดผลักอกกันเกือบจะชกกัน

- พอหลวงพ่อ เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็เรียกให้ผมขึ้นมา (ขึ้นมาบนเวที) แล้วหลวงพ่อก็พูดกับโยมที่มาในศาลาว่า (พูดออกไมค์) "อาตมาต้องขอโทษนะโยม อาตมาเลี้ยงหมาไว้ตัวนึ่ง มันดุ ดูแลไม่ทั่วถึงเที่ยวไปกัดชาวบ้านเขา" แล้วหลวงพ่อก็เอาตะพดตีหัวผม ๓ หน เจ็บมาก ผมยืนตัวสั่น เรื่องอายไม่มีแล้ว  ผมทำท่าจะหลบไปที่อื่นท่านก็หันมาสั่งผมว่า "มึงจะไปไหน" คล้ายกับเป็นการประจานให้คนรู้ ทั้งเจ็บตัว ทั้งอาย ทั้งๆ ที่น้ำท่วมปอดแต่ต้องทำหน้าแข็ง

- พอหลวงพ่อตีหัวผมเสร็จ ท่านก็พูดว่า "พวกโยมก็เหมือนกันเวลาเจ้าหน้าที่เขาแนะนำอะไรโยมก็ควรเชื่อฟังเขาบ้างคน มันเยอะ" ผมอารมณ์ชื้นขึ้น "เอ็งนะทำอะไร ถ้าข้าไม่สั่งอย่าเสือกถ้าผิดข้าต้องทำโทษ"  

- มีอยู่ครั้งหนึ่ง ติดตามหลวงพ่อไปบ้านรองอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.สงวน จิตตาลาน ที่ จ.ลพบุรีช่วงนั้นคนน้อย หลวงพ่อลงมาคุยกับญาติโยมพุทธบริษัทเรื่องกรรมฐาน ฟังจากคำแนะนำของหลวงพ่อก็มีความรู้สึกสงสัยอยู่ในใจแต่ไม่กล้า เพราะไม่มีเวลา พอหลวงพ่อขึ้นห้องพัก ก็เหลือผมกับหลวงพ่อ ๒ คนเท่านั้น ก็พอดีมีจังหวะ ก็ถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ เมื่อกี้ที่หลวงพ่อบอกว่าคนเราถ้ายังไม่ถึงเวลาเพียงใด ฝึกอะไรก็ไม่สำเร็จ แล้วเราจะเร่งได้ไหมครับ? (เพราะใจผมอยากจะเหาะได้อยากเป็นพระอรหันต์)"

- ท่านหันหน้ามา และพูดว่า "มึงไม่ต้องเสือก ไปได้" ท่านพูดสั้น ๆ แค่นั้น ผมก็รีบลงทันที

- ผมเคยถามหลวงพ่อ ๓ ครั้ง ถุกดุ ๓ ครั้ง  ตั้งแต่นั้นมาผมไม่ถามอีกเลย แต่จะคอยกวาดทั้งหมดทีหลวงพ่อพูดกับญาติโยมพุทธบริษัท อันไหนสอนตรงตัวชอบใจก็เก็บเอามาใช้ เพราะบางทีผมไปชนปัญหาทางโลกก็สามารถเก็บเอามาแก้ปัญหาตัวเองได้...ช่วงนี้ ผมเริ่มทำงานบริษัท ๓ ปีแรก มีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่นในที่ทำงานของผมซึ่งเป็นงานในความรับผิดชอบของผม แต่ผมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ผมเครียดอยู่ ๓ เดือน ติดแต่เรื่องแก้ปัญหาแก้ไม่ได้ พออยู่กับหลวงพ่อที่ห้องชั้นบนบ้านซอยสายลม ผมก็ไม่พูด ผมนั่งก้มหน้า

- อยู่ ๆ หลวงพ่อก็ถามว่า "เออ เป็นไง งานของเอ็งน่ะ" อยู่ ๆ ท่านถามผมอย่างนี้ผมมีความรู้สึกว่าท่านเปิดฝา เปิดโอกาสทองให้ผม ผมก็เล่าเหตุการณืทั้งหมด ที่ผมต้องประสบปัญหามาเวลาเล่าต้องรวบรัด พูดสั้นให้ได้ใจความ พอผมพูดจบ ท่านก็ให้ผมไปแก้ ๓ ตัว (๓ข้อ) คือ

     ๑. อันไหนที่ตรงกับหน้าที่รับผิดชอบ ให้แก้ให้ถูกต้อง

     ๒. อันไหนที่ไม่กระทบโดยตรงให้วางเฉย ถ้ากระทบทำเป็นเฉย ๆ หลบ ๆ เฉย ๆ หลีก ๆ

     ๓. อันไหนที่เป็นกฏระเบียบของเขา เราอย่าไปฝืนเขา (อย่าละเมิกฏของเขา)"

- และอย่างอื่นไม่ต้องทำ แล้วพอกลับไปทำตามที่ท่านแน่ะนำ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้หมดแถมเป็นพลังแฝงเขาคอยหนุนให้ผมด้วย กลัวผมจะนำความลับไปบอก แต่ผมไม่ทำ นี่เป็นสิ่งที่พ่อแนะนำ

- หลวงพ่อท่าน เป็นพระเคร่งเรื่องกฏระเบียบ ท่านเคยปรารภกับผมว่า "การอยู่กับคนหมู่มากมันต้องมีกกระเบียบ ไม่งั้นเดี๋ยวคนโน้นจะเอาอย่างโน้นอย่างนี้ มันจะคุมกันไม่อยู่ เหมือนกับสมัยก่อนแม่ทัพถ้าไม่มีความเข้มงวดเด็ดขาด ในเรื่องระเบียบวินัย ก็ไม่สมารถจะคุมกองทัพได้"

- เพราะฉะนั้นเวลาผมรับนโยบายจากหลวงพ่อมา ญาติโยมจะไม่รู้และไม่เข้าใจ  แต่แท้ๆ ที่จริงญาติโยมเขาก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำผิดระเบียบ  เมื่อเป็นเรื่องส่วนรวมผมก้ต้องทำตามระเบียบ เพราะฉะนั้นเวลาเราต้องไปคอยดุ ไปคอยเตือนเขานี่ บางครั้งก็คิดเหมือนกัน ต้องมีหลายคนต้องโกรธ เกลียดแต่ผมทำตามนโยบายของท่าน ไม่สนใจว่าใครโกรธ เกลียด คิดว่าทุกคนต้องเจออารมณ์กระทบกระทั่งคิดว่าทุกคนที่เป็นลูกหลานหลวงพ่อพ่อ จริง สักวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะต้องเข้าใจ  เพราะเขาไม่หนีไปไหนเขาต้องมาเอง  เพราะว่าตัวเขาเองจะเป็นผู้พิสูจน์ว่า เขาเป็นลูกหลวงพ่อจริงไหมว่าเขามีความจงรักภักดีกับหลวงพ่อแค่ไหน  ฉะนั้นบางคนที่เจอปัญหาแล้วหนีไปเลยไม่กลับมาหลวงพ่ออีกโดยไม่เข้าใจ...

- หลวงพ่อเป็นพระที่มีความอดทนมาก ทั้งๆ ที่อายุก็มากแล้ว ทุกขเวนาก็มาก เวลาท่านมากรุงเทพฯ ต้องนั่งรับแขกเป็นเวลา ๔ ชั่วโมง ถ้านับตั้งแต่เช้าถึงหัวค่ำ ก็ ๘-๑๐ ชั่วโมงติดต่อกันเพราะฉะนั้นอาการเมื่อยทางกายของท่านจะต้องมีมาก ผมเคยยืนคอยรับใช้ท่านข้างๆ ท่านผมรู้ว่าอาการปวดเมื่อยทางกายของผมมีมากแค่ไหน แต่ก็ไม่เท่าหลวงพ่อแต่ก่อนเคยยืนทำงานทั้งวันที่ซอยสายลม ปัจจุบันผมก็มาคอยช่วยที่บริเวณใกล้ท่าน (ช่วยแจกวัตถุมงคล) ผมรู้ว่าอาการอย่างนี้ต้องปวดเมื่อยแค่ไหน

- หลวงพ่อต้องมานั่งทั้งวัน พูดซ้ำๆ กันทุกวัน หลวงพ่ออายุมากขนาดนี้ ท่านต้องมานั่งทำอะไรซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวัน หลวงพ่อจะทุกข์ขนาดไหน สำหรับตัวผมนั้นได้รับรู้แล้ว จะหลบหนีก็ไม่ได้  เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อกำลังฉันยาตอนค่ำ พวกเราก็เปิดทีวีดูข่าวกันที่สำนัก พุทธไชโย (หัวหิน) ตอนนั้นหลวงพ่อป่วยมาก อาการเสมหะท่ขวางลำใส้อยู่...ผมก็เปลี่ยนไปดูทุกช่อง ปรากฏว่าข่าวทุกช่องมีแต่ปัญหาหมายความว่าผู้ประกาศข่าวขึ้นต้นด้วยการแก้ ปัญหา ผมเลยกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับเปิดทีวีทุกช่องมีแต่ปัญหา"

- ท่านหันมามองหน้า แล้วพูดว่า "ใช่ๆ ลูก โลกนี้มันมีแต่ปัญหา มันมีแต่ความทุกข์ ในเมื่อเรารู้แล้วเราต้องยอมรับ แล้ววางเฉย อย่าไปคิดในทางโลก จะได้ไม่ต้องมาเกิดอีก"

- ฉนั้น ทุกขเวทนาที่เกิดกับหลวงพ่อ เท่าที่ผมได้พบได้เห็นมา ประกอบกับทุกขเวทนาที่ผมได้รับมันเจอทุกวันจะหลบหนีไปไหนก็ไม่ได้ นึกถึงคำพูดหลวงพ่อว่า "เมื่อรู้ว่ามันทุกข์ให้ยอมรับแล้ววางเฉย ให้เข้าใจในโลกว่า มันเป็นธรรมดาของโลกว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แล้วเราก็จะไม่ทุกข์"

- บางที ลีลาของหลวงพ่อ ท่านจะเปลี่ยนเรื่องทุกข์เป็นเรื่องสุข โดยเปลี่ยนเป็นเรื่องตลกจะสังเกตุได้จากหลวงพ่อชอบพูดตลกบ่อยๆ เพื่อให้ลืมทุกข์เสียแต่มันก็ขึ้นอยู่กับใครบ้างที่จะเข้าใจลีลาของหลวงพ่อ เรื่องที่หลวงพ่อคุยตลก ไม่ใช่เรื่องไร้สาระถ้าใครนำไปคิดพิจารณา ก็จะเกิดประโยชน์แก่ตัวของท่านเอง ที่จะนำไปใช้ในชีวิตประวันได้ ตัดบางช่วงตอน...

- ...ของสงฆ์ต้องถนอมอุปกรณ์ต่างๆ ต้องรู้จักใช้ เรื่องของสงฆ์นี่สำคัญมาก ท่านย้ำเตือนเสมอว่า "เงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่ญาติโยมให้มา จะถือว่ามีค่าน้อยไม่ได้"

- ท่านเคยบอกว่า "การรักษาของสงฆ์ถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องยอม"

- หลวงพ่อท่าน มีความเป็นห่วงในกิจการของสงฆ์ทุกลมหายใจ  จะสังเกตุได้ว่า เวลาหลวงพ่อพักผ่อนนอนหลับแม้กระทั้งท่านป่วย บางคืนท่านตื่นมาเข้าห้องน้ำตี ๒ ตี ๓ ออกจากห้องส้วมพอมานั่งที่เตียงท่านก็จะพูดถึงเรื่อง การก่อสร้างที่ยังค้างอยู่ อันไหนที่ยังพร่องอยู่มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านตื่นขึ้นมาตอนตี ๒ ก่อนนอนหมอฉีดยานอนหลับ (ประมาณ ๔ ทุ่ม) ประมาณ ๕ทุ่มท่านตื่นมาเข้าห้องส้วมกินยานอนหลับอีก ๒ เม็ด ตี ๒ ตื่นเข้าห้องส้วม พอออกจากห้องส้วมมานั่งที่เตียง...ก็พูดกับพระใบฏีกาประทีปว่า " เออ...ทีป! ถ้าพ่อตาย พวกเอ็งต้องสามัคคีกันไว้นะลูก  ถ้าพวกเอ็งแตกความสามัคคีกันเมื่อไรพวกเอ็งจะอยู่วัดนี้ไม่ได้  เราต้องปกครองกันเองตามที่หลวงพ่อตั้งไว้ สำคัญที่สุดพวกเอ็งต้องสามัคคีกันถ้าพวกเอ็งแตกความสามัคคีกันเมื่อไร พวกคนอื่นเขาจะมาปกครองเอ็ง แล้วพวกเอ็งก็จะเดือดร้อนทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อจัดสรรไว้หมดแล้ว บัญชีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวัดพ่อจัดเตรียมไว้ให้พวกเอ็งเรียบร้อยแล้ว จำไว้นะลูก ต้องสามัคคีกัน" แล้วท่านก็นอน... โอกาสที่ผมจะศึกษา ในเรื่องธรรมะไม่ค่อยมี เพราะไม่ค่อยมีโอกาสเพราะว่ามีความรู้สึกว่าตัวเองทำได้แค่ไหนก็พูดได้แค่ นั้น ผมไม่ได้มีความรู้สึก มาทางสายสอนคนอื่นผมจึงไม่ได้แนะนำใครมาหาหลวงพ่อ เพราะสถานการณ์แต่ก่อน ที่วัดท่าซุงมีความรุนแรงศัตรูอาจเอาตัวผมเป็นสะพานเข้ามาหาหลวงพ่อ  เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ทำตัวสนิทกับใครไม่เปิดโอกาสมาตีสนิทกับผม โดยเฉพาะคนแปลกหน้า

- ดังนั้น จึงเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ว่าทำงานปกติที่ผมต้องทำ เพราะฉะนั้นบางคนถามว่าอยู่กับหลวงพ่อมาหลายปี เคยเจอปาฏิหารย์ อิทธิฤทธิบ้างไหม? ผมไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรเพราะว่าเจอเสียจนชินแล้ว ก็เลยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา

- สรุป ชีวิตนี้ ผมคิดว่า ถ้าผมไม่เจอหลวงพ่อ ผมคงลงนรกแน่ๆ เพราะว่าความชั่ว ๕ ประการครบ โหดร้าย มือไวใจเร็ว พูดปด หมดสติ ครบลงนรกแน่...แต่เพราะบุญ ที่ผมที่ผมมาเจอหลวงพ่อ ทำให้ผมพบทางสว่าง ทางที่ถูก เพื่อที่จะพ้นจากโลกใบนี้ (ใบเบี้ยวๆ) ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ เพื่อจะได้หมดจากทุกข์เสียที จะได้ไม่ต้องกลับมา เวียนว่าย ตายเกิดอีก เพราะหลวงพ่อท่าน ได้สอนวิธีปฏิบัติสายตรงสู่พระนิพพาน และเทคนิคต่างๆ ในการหลบเลี่ยงบาปเคราะห์ให้ไว้แล้ว ซึ่งแล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคน  แต่ผมแน่ใจ ๑๐๐% ว่าผมไปนิพพานแน่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ผมมีวิธีของผม ที่พ่อให้ไว้ ที่จะนำผมไปสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ...จบ
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
โอม ออฟไลน์
ระดับ: เจ้าพระยา
รายละเอียดผู้ใช้ 
ลุง. ศ:
..เรื่องหลวงปู่แช่มวัดท่าฉลองภูเก็ต ขับไล่จีนอั้งยี่

     ระหว่างที่พัก ที่จังหวัดภูเก็ตหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งโจรอั้งยี่จีน ยกพวกเข้าปล้นชิงชาวภูเก็ต  ครั้งนั้นทุกตำบลแพ้จีนอั้งยี่ ยังเหลือตำบลท่าฉลองเป็นแห่งสุดท้าย ยังไม่แพ้โจรอั้งยี่จีนชาวบ้านท่าฉลองอพยพไปรวมกัน ที่วัดท่าฉลองยึดถือเอาหลวงปู่แช่มเป็นที่พึ่ง  ครั้นถึงเวลาโจรจีนอั้งยี่ยกทัพเรื่อไปตีท่าฉลอง ชาวบ้านท่าฉลองเข้าไปกราบเรียน ขอให้หลวงปู่แช่มช่วยหลวงปู่ก็รับปากตกลงจะช่วย ท่านขึ้นนั่งบนแคร่เสลี่ยง สั่งให้ชาวบ้านหามยกขึ้นเดินนำหน้ามีชาวบ้านหนุ่มๆ สามารถรบได้จำนวน ๒๐๐ คน เดินตามหลัง กำลังโจรจีนอั้งยี่ที่ยกมาหลายพันคน จำนวนคนทั้ง ๒ ฝ่ายต่างกันหลายเท่าตัว

     พอโจรอั้งยี่จีนยกพลขึ้นมาบนบกได้กรูกันเข้ามา หลวงปู่แช่มสั่งให้วางเสลี่ยงท่านก้าวเท้าลงไปบนพื้นดินเดินไป ๑ ก้าว ก็เอาไม้กระทุ้งดิน ๑ ครั้ง แล้วว่าคาถากำกับด้วย ๑ บท  พอท่านเดินไปครบ ๓ ก้าว  กระทุ้งไม้เท้าลงบนดินได้ ๓ ครั้ง ว่าคาถาได้ ๓ จบเท่านั้นเอง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นปรากฏว่าโจรจีนอั้งยี่หันหลังกลับ แตกฮือพากันวิ่งหนีไปลงเรือเล็ก ล่าถอยไปขึ้นเรื่อใหญ่แล่นหนีไปโดยไม่ได้สู้รบกัน พวกที่ลงเรือเล็กไม่ทันก็กระโดดน้ำลงทะเลว่ายหหนีไปทิ้งอาวุธหอกดาบไว้เป็น จำนวนมาก  ต่อมาภายหลังทหารไทยที่ยกไปจากเมืองหลวง เพื่อช่วยเมืองภูเก็ตจับอั้งยี่บางคนได้ ทหารถามว่าวันนี้ยังไม่ทันรบกันเลยหนีทำไมจีนอั้งยี่ตอบว่ามองเห็นทหารไทย ยืนเต็มดงมะพร้าว แลดูสีแดงครึดไปหมด ถ้าไม่รีบหนีพวกอั้งยี่ซี้แน่ๆ

     นี้คืออานุภาพของหลวงพ่อแช่มวัดท่าฉลองภูเก็ต  ซึ่งเป็นพระอรหันต์อภิญญาองค์หนึ่ง  หลวงพ่อเล่าต่อไปว่านอกจากหลวงพ่อแช่มจะเป็นพระอรหันต์อภิญญาแล้ว  อาจารย์ของหลวงปู่แช่ม  และอาจารย์ของอาจารย์หลวงปู่แช่มอีกรวม ๒ องค์ ก็เป็นพระอรหันต์อภิญญาด้วยเหมือนกัน  รวมความว่าที่ วัดท่าฉลองภูเก็ต มีพระอรหันต์อภิญญาติดต่อกันถึง ๓ องค์...


พุทธานุภาพน้ำมันชาตรี ของคุณจิราภรณ์ สุทธะพินธุ  (จากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๓ หน้า ๕๘๙)

     ข้าพเจ้ามึความเคารพต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งชีวิต  ตลอดจนองค์หลวงปู่ปานและหลวงพ่อพระราชพรหทยานตลอดมา และหวังเป็นที่พึ่งสูงสุดในชีวิต จนกว่าจะเข้าพระนิพพานเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ อันทำข้าพเจ้าเป็นทุกข์ทางกายและทางใจ  เมื่อข้าพเจ้าน้อมจิตขอต่พระองค์ท่านช่วยเหตุการณ์ทั้งหลาย จะได้รับการแก้ไขจากพระองค์ท่านทันที ทุกพระองค์มีพระคุณต่อข้าพเจ้ามากเสมอมา

     ข้าพเจ้าเกิดมาชาตินี้ พบทุกข์มากมายเหลือเกิน เมื่อหลวงพ่อป่วยข้าพเจ้าก็มักจะป่วยพร้อมๆ กับท่าน และบางครั้งโรคของข้าพเจ้า ก็คล้ายกับโรคที่สร้างความทรมานให้กับหลวงพ่อ ข้าพเจ้ามีอาการของโรคหลอดเลือดมาเลี้ยงหัวใจตีบตัน มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่มเวลามีอาการมากๆ เหมือนมีเข็มแหลมสักร้อยเล่มมาแทงหัวใจพร้อมๆ กัน สร้างความเจ็บปวดทรมานมากมือและแขนซ้ายจะกลายเป็นสีม่วง (Cyanosis) เพราะขาดเลือดมาเลี้ยง อาการเช่นนี้เกิดบ่อยครั้งตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา...ตรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ดูการทำงานของหัวใจ ผลออกมาก็เกิดอาการจริง รัปประทานยาหมออากรก็ทุเลาแต่ไม่หายขาด

     เมื่อข้าพเจ้าอารารธนาน้ำมันชาตรี ซึ่งสมเด็จองค์ปฐม ทรงเป็นประธานมีหลวงปู่ปานในที่สุดได้เมตตาทำไว้ให้ ได้รับประทานวันละ ๑ ช้อนกาแฟครบ ๗ วัน ข้าพเจ้าครบกำหนด ต้องตราจเช็คคอมพิวเตอร์พอดีครั้งนี้อาการต่างๆ ไม่แสดงผลหัวใจปกติทุกอย่าง ระหว่างนอนพัก ดูอาการเปลี่ยนแปลงข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า จิตขณะนั้น มีอาการหนักหน่วงมาก เหมือนมีอะไรอยู่ในตัวอยากจะหลุดออกจากกายเนื้อเหลือเกิน ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดก็เกิด สักครู่มองเห็นกลุ่มควันขาวจางๆ ลอยออกจากหน้าอก รวมตัวเป็นเทวดา ลอยอยู่เหนือข้าพเจ้า สักครู่ก็หายไป แพทย์ได้อ่านผลคราวนี้บอกว่าหายแล้ว ไม่มีอาการแสดงผลทางคอมพิวเตอร์เลย จนแพทย์บอกว่าหายเองได้อย่างไร ยาที่ให้ทานก็ไม่มีประสิทธิภาพ ในด้านการรักษาขยายหลอดเลือดได้ขนาดนี้ข้าพเจ้าก็ดีใจมากที่ได้รับพระกรุณา จากพระองค์ท่านเช่นนี้  ถ้าพระองค์ไม่เมตตา ทำน้ำมันชาตรีขึ้นมาเพื่อสงเคราะห์ลูกหลานพุทธบริษัท...ข้าพเจ้าคงต้องทุกข์ ทรมาน และคงต้องเจ็บตัวนอนให้หมอผ่าตัดอย่างแน่นอน  ชั่วชีวิตนี้ลูกจะหาที่พึ่งใดทีประเสริฐกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พระพุทธคุณของสมเด็จองค์ปฐมเป็นต้น พระธรรมคุณ พระอริยะสังฆคุณ หลวงปู่ปานหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นที่สุดหาที่สุดประมาณมิได้เช่นนี้ เอง...สาธุ

     เหตุที่ผมไม่นำเรื่องนี้ลงในกระทู้ที่เกี่ยวเรื่องนี้โดยตรง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ประทับใจมาก โดยเฉพาะช่วงการตัดสินใจว่า อะไรจะเกิดก็เกิด หรือ อยากหลุดออกจากกายเนื้อเหลือเกิน เห็นกลุ่มควันสีขาวลอยออกจากหน้าอกกลายเป็นเทวดา...นอกจากนี้ความเห็นส่วน ตัวผม ผมคิดว่า ท่านผู้นี้มีจิตมั่นคงในพระรัตนตรัยสูงมากและการตัดสินใจเด็ดขาดมาก โดยเห็นทุกข์และไม่ห่วงร่างกายเนื้อ


"บารมีหลวงพ่อ" โดยมธุรส วรวรรณธนะชัย  ลูกศิษย์บันทึก ๓ /๖๑๒-๖๑๓

     ข้าพเจ้าได้ยินชื่อหลวงพ่อ ครั้งแรกก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เพราะเป็นชื่อที่แปลก ไม่เคยได้ยินมาก่อนและผู้ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักหลวงพ่อก็คือ พี่ชายของข้าพเจ้าเอง (พระครูปลัดวิรัช)เนื่องจากพี่ชายของข้าพเจ้า ขณะนั้นได้กลับจากอเมริกา และบอกกับทางบ้านว่า จะบวชที่วัดท่าซุงกับหลวงพ่อซึ่งหลวงพี่ (ขณะเป็นฆราวาส) ได้เล่าถึงประวัติและ ปฏิปทาของหลวงพ่อให้กับทุกคนทางบ้านได้ฟัง และบอกว่าเลื่อมใสในหลวงพ่อตั้งแต่อยู่อเมริกาแล้ว อยากจะบวชที่วัดท่าซุงนี้มากเมื่อหลวงพ่อได้อนุญาตให้บวชได้ ทุกคนก็อนุโมทนา ด้วยความยินดีเป็นอย่างมาก

     จากการที่หลวงพี่ มาบวชที่วัดท่าซุงนี่เอง ทำให้ข้าพเจ้าและทุกคนในครอบครัวได้รู้จักหลวงพ่อ และทำให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาวัดกันแทบทุกคน ตามแต่จริตของแต่ละคน สำหรับข้าพเจ้าเองนั้นเมื่อได้ศึกษาถึงคำสอนต่างๆ ของหลวงพ่อจากหนังสือ เทป คำสอนหลวงพ่อมาบ้างถึงจะไม่ลึกซึ้งนักก็เกิดความเลื่อมใส ในปฏิปทาและความเสียสละของหลวงพ่อมากขนาดนี้ซึ่งเป็นโชคดีของข้าพเจ้า และครอบครัวที่ได้มาพบหลวงพ่อ เพราะทำให้ทุกคนเร่งทำความดี ทำบุญกุศลเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก..นอกจากนี้ยังทำให้ได้ทราบว่า การทำบุญ-ทำอย่างไรจึงจะได้บุญ...ทำอย่างไรจึงจะได้ไม่ต้องเกิดอีก...ถึงแม้ ในทางปฏบัติ จะทำได้ไม่ง่ายนักแต่ทำให้เรามีหลักในการปฏิบัติ และดำรงชีวิตในทางที่ถูกที่ควร...โดยพยายามไม่หันเหออกจากศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ก็ถือว่าเป็นหนทางที่ถูกที่สุดแล้ว


"เพราะบารมีหลวงพ่อช่วย" ...บารมีหลวงพ่อมีมากล้น จนสุดพรรณนาดังตัวอย่างที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตัวเองดังต่อไปนี้

     เมื่อกลางปี ๓๔ ข้าพเจ้าได้ออกเยี่ยมลูกค้า กับทางบริษัทฯ และได้พักค้างคืนที่โรงแรมที่มีชื่อแห่งหนึ่งของ จ.หวัดลพบุรี  ขณะที่กำลังจะหลับอยู่นั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงเหมือนใครมาเรียกชื่ออยู่ ข้างๆ หู พอลืมตาขึ้นมาดู...กลับเห็นภาพผู้หญิงหัวฟูหน้าใหญ่เท่ากระด้ง ลอยไปลอยมา หัวเราะเสียงดัง ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจกลัวมาก สวดมนต์ทุกอย่างเท่าที่จำได้แล้วภาพก็หายไป พอหลับตาอีก ก็เห็นผู้หญิงผมยาวๆ แต่งชุดดำ มายืนหน้าเศร้าอยู่ข้างเตียง ข้าพเจ้าก็รีบแผ่ส่วนกุศล และขว้าพระมาสวดมนต์พักใหญ่ และคิดว่าทำไมเห็นแต่แบบนี้ ทั้งๆที่ใจไม่ได้คิดอะไรเลย เวลาเข้าห้องพักก็ไหว้เจ้าที่เจ้าทางแล้ว พอคิดอยู่อย่างนั้นก็พยายามจะหลับต่อทั้งๆ ที่กลัวแสนกลัว ทีนี้พอหลับตาอีก ก็เห็นผู้ชายผูกคอห้อยต่องแต่งอยู่บนสะพาน ทีนี้ละวิ่งเผ่นไปทั่วห้อง และขอความช่วยเหลือจากพวกเดียวกัน ซึ่งก็มาช่วยนั่งเป็นเพื่อนรอจนถึงเช้า...เพราะคงไม่กล้านอนอีกแน่ๆ พอรุ่งเช้า ได้ไปสอบถามกับพนักงานโรงแรม ซึ่งก็ไดเล่าให้ฟังว่า มีจริงๆ และพนักงานเองที่ได้เฝ้าเวรดึก ก็มักเจอบ่อยๆ และถามว่า เจ้าของโรงแรมเคยทำบุญให้พวกนี้มั้ยก็บอกว่าไม่เคย เพราะเจ้าของโรงแรมไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ซึ่งแขกหลายๆ รายก็เจอกันเยอะมากบางรายต้องเช็คเอาท์กันกลางดึกเลยก็มี (เป็นบุญของข้าพเจ้าแล้วที่ยังไม่หัวใจวายซะก่อน)

     เมื่อข้าพเจ้ากลับกรุงเทพฯ ก็รีบทำบุญใส่บาตร ปล่อยปลา กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับพวกเขาไป  แต่เป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบพวกเขาไม่ได้ส่วนบุญ ที่ข้าพเจ้าทำให้ เพราะพวกเขาตามมาถึงที่บ้านของข้าพเจ้ามาทำเสียงแปลกๆ อยู่ที่หน้าต่างห้องนอน ประมาณตีหนึ่งตีสองถึง ๔ คืน (แต่เข้าห้องไม่ได้เพราะมีหิ้งพระอยู่ที่หัวนอน) จนคืนที่ ๕ คืนนี้ซิมาแรง มาเป็นกลิ่นเหม็นเหมือนเผาศพอบอวลไปหมด  คราวนี้ข้าพเจ้าเพิ่งนึกออก จึงอธิฐานบอกไปว่า พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะส่งเงินไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อที่วัดท่าซุงให้ แค่นี้เท่านั้นเอง กลิ่นก็หายไปแต่ข้าพเจ้าก็ไม่กล้านอนอยู่ดี

     พอรุ่งเช้า เมื่อข้าพเจ้าไปถึงที่ทำงาน และวานให้พนักงานไปส่งธนาณัติ เพื่อถวายสังฆทาน จำนวน ๓ กองให้กับพวกเขา (โดยนึกเผื่อไปถึงอีก ๒ ซึ่งเคยขอความช่วยเหลือ) เมื่อพนักขับรถออกไปได้ประมาณ ๑๐ นาที (ซึ่งไปไปรณีย์ต้องใช้เวลาประมาณถึง ๓๐ นาที) ข้าพเจ้าซึ่งเพลียกับการอดหลับอดนอนมาหลายวันจึงรับรับทานยาแล้วก็ขออนุญาต นอนพัก แค่เพียงข้าพเจ้าหลับตาเท่านั้น พวกเขาทั้ง ๕ คนมากันเลยมาโบกมือบ๊ายบาย แล้วบอกว่า ไปแล้วนะ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกโล่งใจและดีใจที่พวกเขาได้รับส่วนบุญที่ข้าพเจ้าทำให้  และรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพวกเขาถึงได้รับกันเร็วขนาดนี้     เมื่อคิดได้ก็ไม่รู้สึกแปลกใจที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะบารมีหลวงพ่อที่มีมากล้นนี่เอง  จึงสามารถสงเคราะห์ผู้ที่เดือดร้อนได้ทันที แม้นเพียงแค่นึกเท่านั้นเอง...


(เรื่อง นี้เป็นการยืนยืนที่หลวงพ่อเคยบอกว่า "แค่ตั้งใจทำบูญจริงๆ อานิสงส์ก็เกิดแล้ว" สามารถอุทิศบุญได้เลย และหากเราตายก่อนทำก็รับอานิสงส์เต็มที่...น่าสังสังเกตุว่าการทำบุญครั้ง แรกเข้าใจก็สังฆทานเหมือนกัน แต่ผีอาจกรรมหนักรับบุญไม่ได้ จึงต้องทำสังฆทานครบเครื่องและผู้รับ หรือตัวแทนสงฆ์เป็นพระอรหันต์ หลวงพ่อบอกว่า "สังฆทานถูกจังหวะ"ผมเข้าใจว่าปัจจุบันพระรับสังฆทานแทน ที่วัดก็เห็นไม่กี่องค์ และคงไม่ธรรมดาแนะๆ ครับ)
    

เดือยงูเหลือม เจ้าแห่งโชคลาภนอนกิน กุมารทอง ของขลัง เมตตา มหาเสนห์ ดูดวง
รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้